01/09/2025
“ฉันยังโสด ไม่มีภาระ ไม่ต้องเลี้ยงดูใคร ประกันชีวิตจึงไม่จำเป็น”
เรื่องนี้ผมเห็นด้วย 100% เลยครับ เพราะว่าวันนี้ หากคนโสดจากโลกนี้ไป ย่อมไม่มีใครเดือดร้อนแน่นอน ในมุมนี้ประกันชีวิตจึงไม่มีความจำเป็นสำหรับคนโสดเลย ถูกไหมครับ?
ผมขออนุญาตสอบถามครับ
คุณเรียนจบมาใช้เวลากี่ปีครับ?
ก็เป็นสิบปี ยี่สิบปี ถูกมั๊ยครับ
คุณใช้จ่ายเงินไปเยอะไหมครับกับการศึกษา?
ผมคิดว่ากว่าคุณจะจบปริญญาตรี
ผมคิดว่าคุณต้องใช้จ่ายเงินหลักล้านนะครับ
เพราะนอกจากค่าเทอม ก็ยังมีพวกค่ากินค่าอยู่ ค่าเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ถูกมั๊ยครับ?
ค่าใช้จ่ายพวกนี้ คุณเป็นคนจ่ายเอง
หรือมีคนออกค่าใช้จ่ายให้ครับ?
คุณพ่อคุณแม่ของคุณเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ใช่ไหมครับ?
คุณคิดเหมือนผมไหมครับว่า การที่พ่อแม่ของเราส่งเสียเราเรียน ท่านไม่เคยหวังอะไรจากเรา ท่านไม่เคยหวังให้เราต้องมาตอบแทน ท่านทำไปก็เพราะว่า “รักเราด้วยความบริสุทธิ์ใจ”
ผมเคยดูคลิปวิดีโอหนึ่งของ อ.จตุพล ชมพูนิช
ท่านพูดได้ลึกซึ้งมากๆ ว่า
วันที่เราไม่มีเงิน เพื่อนมาหยิบยื่นให้
เรารู้สึกซาบซึ้งใจว่า เพื่อนเป็นคนมีน้ำใจ
แล้วคนที่เลี้ยงดูเรามาทั้งชีวิต ส่งเสียเรามาจนกระทั่งจบการศึกษา
หมดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ คนนั้นคือใครครับ?
วันที่เราป่วยไข้ เพื่อนมาเยี่ยมครั้งนึง แล้วก็หายไป
เรารู้สึกซาบซึ้งใจว่า เพื่อนไม่ลืมเรา
แล้วที่คนดูแลเรามาทั้งชีวิต ป้อนข้าวป้อนน้ำเราเวลาป่วยไข้
บางคนประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ เขาก็ยังอยู่ดูแลตลอดไป
เขาคนนั้น คือใครครับ
วันที่เรามีความรัก
คนที่เรารักเหมือนลมหายใจ เหมือนทั้งชีวิต
แต่วันที่เขาเดินจากไป เพราะเขาไม่รักเราแล้ว เราเหมือนจะเป็นจะตาย
เราบอกเราจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา
แล้วคนที่รักเรามาทั้งชีวิต เรากลับ ไม่สนใจ
แต่เรายอมตายเพื่อใครสักคน ที่ไม่ได้รักเรา
วันนี้เวลากินข้าว แม่จะให้เรากินส่วนที่อร่อยที่สุด ดีที่สุด
ส่วนแม่กินอะไรก็ได้
วันนี้เรากินอาหารอร่อยที่สุด เราคิดถึงใครครับ
เสื้อผ้าใหม่ของเรา คือการไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ของแม่
แม่ใส่อะไรก็ได้ แต่ถ้าลูกอยากได้ของใหม่ แม่ก็ยินดีซื้อให้
วันนี้เราซื้อเสื้อผ้าใหม่ เราคิดถึงใครครับ
ผมเชื่อว่า ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่
อย่าว่าแต่แค่ส่งเสียเรียนหนังสือเลย ชีวิตของท่าน ท่านก็ให้เราได้ ท่านตายแทนเราได้
คุณเชื่อแบบผมไหมครับ?
อยากให้คุณลองหยุดคิดเรื่องนี้: พ่อแม่ของเรา ท่านอายุมากกว่าเรา จำเป็นเสมอไปไหมครับ ที่ท่านต้องจากเราไปก่อน?
หากโลกกลับตาลปัตร เราต้องจากท่านไปก่อน
ผมขอถามคุณจากใจ ในฐานะคนเป็นลูกเหมือนกัน
เราอยากจะจากโลกนี้ไปแบบค่าตัวกลายเป็นศูนย์
หรือ
จากไปก่อนแต่ไปแบบมีค่าตัว มีเงินสดสัก 1,000,000 บาท
เพื่อตอบค่าน้ำนมให้ท่านทั้งสอง ที่ท่านเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ เงินก้อนนี้จะเลี้ยงดูท่านเสมือนหนึ่งคุณอยู่ดูแลท่านด้วยตัวคุณเอง
แบบไหนดีกว่ากันครับ?
วิธีการก็ง่ายมายๆ ใช้หลักการออมเงินก้อนเล็ก เพื่อเงินก้อนใหญ่
คุณออมปีละ 3% ของวงเงินตอบแทนค่าน้ำนมที่คุณต้องการ
เช่น ออม 15,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินตอบแทนค่าน้ำนม 500,000 บาท
ออม 30,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินตอบแทนค่าน้ำนม 1,000,000 บาท
หากเกิดอะไรขึ้นก่อน เงินสดๆ นี้ถูกส่งมอบให้คุณพ่อคุณแม่
แต่หากไม่เกิดอะไรขึ้น เงินทั้งหมดที่คุณออมเข้ามา
บริษัทก็จะจ่ายคืนให้คุณไว้ใช้เองยามเกษียณ
เห็นด้วยไหมครับว่า หากเป็นแบบนี้คุณก็ ชนะ - ชนะ ทั้งสองทาง
ได้ทั้งตอบแทนค่าน้ำนมบิดามารดา และ สร้างเงินให้ตัวเองใช้ยามเกษียณ
ถ้าคุณยังไม่มีไอเดียวางแผนการเงินเพื่อตอบแทนค่าน้ำนมและเพื่อการเกษียณไปในคราวเดียวกันเลย สามารถทักแชก หรือทักไลน์ ผมยินดีให้คำปรึกษา แนะนำแผนประกันที่เหมาะสมกับคุณครับ
เขียนโดยพี่เจฟ
“ฉันยังโสด ไม่มีภาระ ไม่ต้องเลี้ยงดูใคร ประกันชีวิตจึงไม่จำเป็น”
เรื่องนี้ผมเห็นด้วย 100% เลยครับ เพราะว่าวันนี้ หากคนโสดจากโลกนี้ไป ย่อมไม่มีใครเดือดร้อนแน่นอน ในมุมนี้ประกันชีวิตจึงไม่มีความจำเป็นสำหรับคนโสดเลย ถูกไหมครับ?
ผมขออนุญาตสอบถามครับ
คุณเรียนจบมาใช้เวลากี่ปีครับ?
ก็เป็นสิบปี ยี่สิบปี ถูกมั๊ยครับ
คุณใช้จ่ายเงินไปเยอะไหมครับกับการศึกษา?
ผมคิดว่ากว่าคุณจะจบปริญญาตรี ผมคิดว่าคุณต้องใช้จ่ายเงินหลักล้านนะครับ
เพราะนอกจากค่าเทอม ก็ยังมีพวกค่ากินค่าอยู่ ค่าเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ถูกมั๊ยครับ?
ค่าใช้จ่ายพวกนี้ คุณเป็นคนจ่ายเอง หรือมีคนออกค่าใช้จ่ายให้ครับ?
คุณพ่อคุณแม่ของคุณเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ใช่ไหมครับ?
คุณคิดเหมือนผมไหมครับว่า การที่พ่อแม่ของเราส่งเสียเราเรียน ท่านไม่เคยหวังอะไรจากเรา ท่านไม่เคยหวังให้เราต้องมาตอบแทน ท่านทำไปก็เพราะว่า “รักเราด้วยความบริสุทธิ์ใจ”
ผมเคยดูคลิปวิดีโอหนึ่งของ อ.จตุพล ชมพูนิช
ท่านพูดได้ลึกซึ้งมากๆ ว่า
วันที่เราไม่มีเงิน เพื่อนมาหยิบยื่นให้
เรารู้สึกซาบซึ้งใจว่า เพื่อนเป็นคนมีน้ำใจ
แล้วคนที่เลี้ยงดูเรามาทั้งชีวิต ส่งเสียเรามาจนกระทั่งจบการศึกษา
หมดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ คนนั้นคือใครครับ?
วันที่เราป่วยไข้ เพื่อนมาเยี่ยมครั้งนึง แล้วก็หายไป
เรารู้สึกซาบซึ้งใจว่า เพื่อนไม่ลืมเรา
แล้วที่คนดูแลเรามาทั้งชีวิต ป้อนข้าวป้อนน้ำเราเวลาป่วยไข้
บางคนประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ เขาก็ยังอยู่ดูแลตลอดไป
เขาคนนั้น คือใครครับ
วันที่เรามีความรัก
คนที่เรารักเหมือนลมหายใจ เหมือนทั้งชีวิต
แต่วันที่เขาเดินจากไป เพราะเขาไม่รักเราแล้ว เราเหมือนจะเป็นจะตาย
เราบอกเราจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา
แล้วคนที่รักเรามาทั้งชีวิต เรากลับ ไม่สนใจ
แต่เรายอมตายเพื่อใครสักคน ที่ไม่ได้รักเรา
วันนี้เวลากินข้าว แม่จะให้เรากินส่วนที่อร่อยที่สุด ดีที่สุด
ส่วนแม่กินอะไรก็ได้
วันนี้เรากินอาหารอร่อยที่สุด เราคิดถึงใครครับ
เสื้อผ้าใหม่ของเรา คือการไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ของแม่
แม่ใส่อะไรก็ได้ แต่ถ้าลูกอยากได้ของใหม่ แม่ก็ยินดีซื้อให้
วันนี้เราซื้อเสื้อผ้าใหม่ เราคิดถึงใครครับ
ผมเชื่อว่า ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่
อย่าว่าแต่แค่ส่งเสียเรียนหนังสือเลย ชีวิตของท่าน ท่านก็ให้เราได้ ท่านตายแทนเราได้
คุณเชื่อแบบผมไหมครับ?
อยากให้คุณลองหยุดคิดเรื่องนี้: พ่อแม่ของเรา ท่านอายุมากกว่าเรา จำเป็นเสมอไปไหมครับ ที่ท่านต้องจากเราไปก่อน?
หากโลกกลับตาลปัตร เราต้องจากท่านไปก่อน
ผมขอถามคุณจากใจ ในฐานะคนเป็นลูกเหมือนกัน
เราอยากจะจากโลกนี้ไปแบบค่าตัวกลายเป็นศูนย์
หรือ
จากไปก่อนแต่ไปแบบมีค่าตัว มีเงินสดสัก 1,000,000 บาท
เพื่อตอบค่าน้ำนมให้ท่านทั้งสอง ที่ท่านเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ เงินก้อนนี้จะเลี้ยงดูท่านเสมือนหนึ่งคุณอยู่ดูแลท่านด้วยตัวคุณเอง
แบบไหนดีกว่ากันครับ?
วิธีการก็ง่ายมายๆ ใช้หลักการออมเงินก้อนเล็ก เพื่อเงินก้อนใหญ่
คุณออมปีละ 3% ของวงเงินตอบแทนค่าน้ำนมที่คุณต้องการ
เช่น ออม 15,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินตอบแทนค่าน้ำนม 500,000 บาท
ออม 30,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินตอบแทนค่าน้ำนม 1,000,000 บาท
หากเกิดอะไรขึ้นก่อน เงินสดๆ นี้ถูกส่งมอบให้คุณพ่อคุณแม่
แต่หากไม่เกิดอะไรขึ้น เงินทั้งหมดที่คุณออมเข้ามา
บริษัทก็จะจ่ายคืนให้คุณไว้ใช้เองยามเกษียณ
เห็นด้วยไหมครับว่า หากเป็นแบบนี้คุณก็ ชนะ - ชนะ ทั้งสองทาง
ได้ทั้งตอบแทนค่าน้ำนมบิดามารดา และ สร้างเงินให้ตัวเองใช้ยามเกษียณ
ถ้าคุณยังไม่มีไอเดียวางแผนการเงินเพื่อตอบแทนค่าน้ำนมและเพื่อการเกษียณไปในคราวเดียวกันเลย สามารถทักแชก หรือทักไลน์ ผมยินดีให้คำปรึกษา แนะนำแผนประกันที่เหมาะสมกับคุณครับ
เขียนโดยพี่เจฟ