06/09/2022
“สมูทอี-เดนทิสเต้” แบรนด์ไทยระดับอินเตอร์มูลค่าพันล้าน! เรียกว่าเป็นอีก 2 แบรนด์ในธุรกิจสกินแคร์และผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทย แถมยังโกอินเตอร์ไปถึงต่างประเทศ ส่งผลให้ในปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด สามารถทำรายได้สูงถึงเกือบ 2,400 ล้านบาท!โดยหนึ่งในกลยุทธ์สร้างธุรกิจที่สำคัญของบริษัทคือ เน้นการชูจุดขายในเรื่องของ “ความแตกต่าง”
อย่าง “สมูทอี (Smooth E)” ดร.แสงสุข พิทยานุกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้ชูจุดเด่นผลิตภัณฑ์ในการเป็น “โฟมไม่มีฟอง” ที่มาพร้อมกับสโลแกนคุ้นหูอย่าง “สมูทอี เบบี้เฟซโฟม โฟมไม่มีฟอง” ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ผู้คนนิยมใช้โฟมที่มีฟองมากกว่า
หรืออย่างผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เดนทิสเต้ (Dentiste’) ที่เข้ามาในตลาดครั้งแรกโดยการชูจุดขายเป็น “ยาสีฟันสำหรับก่อนนอนของคู่รัก” ใช้แปรงก่อนนอนตื่นมาแม้ยังไม่แปรงฟันจะไม่มีกลิ่นปาก แต่มีราคาแพง ซึ่งต่างจากแบรนด์อื่นในท้องตลาดตอนนั้นที่ส่วนใหญ่ราคาถูกกว่า และมักชูจุดขายเป็นยาสีฟันที่ช่วยดูแลช่องปาก ช่วยให้ฟันขาว ป้องกันฟันผุ และต้องใช้วันละหลาย ๆ ครั้งเป็นหลัก
ซึ่งจากจุดเริ่มต้นความต่างในวันนั้นจนถึงตอนนี้ ทั้งสมูทอี และ เดนทิสเต้ กลายเป็นแบรนด์ไทยที่โด่งดังโกอินเตอร์ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเดนทิสเต้ ที่ล่าสุดได้ “ลิซ่า Blackpink” มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ยิ่งสร้างความโด่งดังให้แบรนด์เป็นอย่างมาก ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปย้อนจุดเริ่มต้นของแบรนด์อินเตอร์โดยเภสัชกรที่มีหัวด้านธุรกิจแต่กำเนิด!
โดย “เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ในวัยเด็กเขาเกิดและเติบโตในย่านสำเพ็ง เยาวราช เป็นลูกคนที่ 8 จากพี่น้อง 9 คน ที่บ้านทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกยาสมุนไพรจีน ซึ่งนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจของเขา เพราะต้องช่วยกิจการที่บ้าน ตั้งแต่จัดเก็บสมุนไพร แบกของ ไปส่งของ รวมถึงนำเช็คไปเข้าธนาคาร
เมื่อโตขึ้น เขาเลือกเรียนคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในระดับปริญญาตรี ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อจบไปอาชีพเภสัชกรเป็นอาชีพที่มีทางเลือกที่หลากหลาย สามารถทำงานได้ในหลายที่ ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล บริษัท เปิดร้านขายยาเอง
ซึ่งเมื่อเรียนจบงานแรกที่ทำคือ เป็นเซลล์ขายยาประจำภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงใต้ ทำอยู่สักพักเขาตัดสินใจไปเรียนต่อระดับปริญญาโท MBA ที่มหาวิทยาลัยหลุยส์เซียน่า สหรัฐอเมริกา เมื่อกลับมาไทยเขาทำงานด้านการตลาดที่บริษัทยาข้ามชาติจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้การทำการตลาดและการทำงานในบริษัท
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับยิ่งรู้สึกว่านี่ไม่ใช่งานสำหรับเขา เขาตัดสินใจลาออก ทิ้งเงินเดือน 50,000 บาท แล้วออกมาเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเอง โดยเริ่มจากการเปิดร้านขายยาเล็ก ๆ ที่ศูนย์การค้าสยาม ที่แตกต่างจากร้านขายยาอื่น ๆ ตรงที่นอกจากจะมียาแล้ว ยังมีสินค้าอื่น ๆ จำหน่ายด้วย ไม่ว่าจะเป็น ทิชชู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ฯลฯ และเมื่อลูกค้าถามหาสินค้าอะไรแล้วที่ร้านไม่มี เขาจะหามาไว้ที่ร้านทันที
หลังจากเปิดร้านได้สักพัก เมื่อมีทุนมากพอ เขาเริ่มขยายสาขาเปิดเพิ่มในที่ต่าง ๆ ก่อนจะปิดลงทีละสาขา เนื่องจากเขาไม่มีเวลาดูแลหลังจากเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ตั้งแต่ยาแก้ปวด อาหารเสริม ฯลฯ แต่สินค้าเหล่านี้กลับไม่สามารถสร้างรายได้ให้เขาได้
จนกระทั่งสินค้าที่ชื่อว่า “สมูทอี” ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เขาเรียนรู้แล้วว่าไม่ควรเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ควรเจาะไปที่ตลาดเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ได้มีผู้ลงเล่นมากนัก โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหญ่
โดยเขาวางตำแหน่งของสมูทอี ให้เป็นแบรนด์เวชสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง ซึ่งสินค้าที่ทำให้สมูทอีเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นก็คือ “โฟมล้างหน้าไม่มีฟอง” ที่เขาตั้งใจชูเป็นจุดขายเนื่องจากเขามองว่าโฟมมีฟองในตลาดมีเยอะแล้ว แล้วเขาอาจทำออกมาสู้แบรนด์อื่นไม่ได้ และคนอาจจำเขาไม่ได้
ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบันจากวันแรกที่หลายคนยังไม่รู้จัก ยังไม่ค่อยคุ้นเคย มาวันนี้สมูทอีมีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้ามากมาย ตั้งแต่โฟมล้างหน้า ครีมกันแดด ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ที่สำคัญคือ กลายเป็นแบรนด์ในดวงใจใครหลายคนไปแล้ว
ต่อมาเมื่อสมูทอีติดตลาด เขาก็ได้เริ่มต้นสร้างแบรนด์อื่น ในผลิตภัณฑ์อื่นอย่าง “ยาสีฟันก่อนนอน” เนื่องจากเขาเห็นว่าบริษัทที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากมีเพียง 4 บริษัททั่วโลกเท่านั้น ซึ่งเขามองเห็นโอกาสในการลงแข่งในธุรกิจนี้ โดยเริ่มจากการพัฒนายาสีฟันร่วมกับบริษัทจากฝรั่งเศส แต่ผลิตมา 10,000 หลอด ปรากฏว่าขายไม่ได้เลย หลายคนอาจคิดว่าเขาต้องถอดใจแต่เปล่าเลย เขากลับส่งยาสีฟันทั้งหมดให้ทันตแพทย์ทดลองใช้ พร้อมกับขอความคิดเห็นเพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น
ซึ่งหนึ่งในความคิดเห็นที่เยอะที่สุดคือ แนะนำให้นำเรื่องของการช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากเวลากลางคืนมาเป็นจุดขาย นี่จึงเป็นที่มาทำให้เกิดเป็นแบรนด์ “เดนทิสเต้” โดยวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็นยาสีฟันพรีเมียม และเลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ไปที่วัยที่มีกำลังซื้ออย่าง อายุ 30-40 ปี ซึ่งความสำเร็จจากเป็นยาสีฟันสำหรับก่อนนอน ปัจจุบันมีสินค้าอื่น ๆ ที่ช่วยในเรื่องของการดูแลช่องปากที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้ง แปรงสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ไหมขัดฟัน ลูกอมระงับกลิ่นปาก เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แนวคิด ของ ดร.แสงสุข พิทยานุกุล แสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นแบรนด์เล็ก เป็นแบรนด์ใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาด ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ หาก “แตกต่าง” เจอในสิ่งที่คนอื่นไม่เจอ สามารถตอบสนองในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ นอกจากจะทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำได้แล้ว ยังส่งผลถึงยอดขายถล่มทลายแบบที่สมูทอีและเดนทิสเต้ทำให้กับบริษัทถึงปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท!
ที่มา : https://bit.ly/3epMhSR
https://bit.ly/3qjukIl
https://bit.ly/3BfSSZl
https://bit.ly/3qaToRW
#อายุน้อยร้อยล้าน #อายุน้อยร้อยล้านNEWS #สมูทอี #เดนทิสเต้ #ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า #ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก #แบรนด์อินเตอร์