maty8888 เพื่อแนะนำเทคนิค ความรู้ และประสบการณ์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ทิ้งฝีมือ ไม่ทิ้งลายมือ

02/02/2026
02/02/2026

เลือก เพื่อ“งานก่อสร้างที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”
ในยุคที่งานก่อสร้างต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมควบคู่กับความแข็งแรงของโครงสร้าง “ฐานราก” จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความยั่งยืนในระยะยาว
KEMREX คือโซลูชันฐานรากที่ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อหน้างานและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ด้วยระบบการติดตั้งแบบ ไม่ก่อมลภาวะ ไม่ต้องขุด ไม่ต้องใช้ปูน ช่วยลดการรบกวนพื้นที่เดิม ลดฝุ่น ลดแรงสั่นสะเทือน และรักษาสภาพแวดล้อมรอบหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ KEMREX ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ประมาณ 5–10 กิโลกรัมต่อเข็ม 1 ต้น ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 1 ต้น สะท้อนถึงแนวคิดการก่อสร้างที่ใส่ใจโลก และลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อผสานความแข็งแรงที่ผ่านการคำนวณตามหลักวิศวกรรมเข้ากับกระบวนการติดตั้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม KEMREX จึงไม่ใช่แค่ฐานรากของสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นฐานรากของอนาคตที่ยั่งยืน
KEMREX — ฐานรากที่แข็งแรง พร้อมเติบโตไปกับโลกอย่างยั่งยืน 🌍💚
#เข็มเหล็ก #15ปีแห่งความไว้ใจบทพิสูจน์ฐานรากตัวจริง #เข็มเหล็ก15ปี #มาตรฐานหน้างานจริง #ฐานรากที่ยั่งยืน #เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม #ลดคาร์บอน #นวัตกรรมก่อสร้าง

02/02/2026

KEMREX NEWS 📰 “ฉบับที่ 1 ประจำปี 2569”
ข่าวสารประจำเดือน มกราคม
✅ “เข็มเหล็ก” เดินหน้าอีกก้าวสู่ความยั่งยืน รับประกาศนียบัตรฉลากคาร์บอน (CFP) ตอกย้ำมาตรฐานหน้างานจริงในวาระครบรอบ 15 ปี
✅ “เข็มเหล็ก” ร่วมออกบูธงาน HighwaysTH 2026 ณ ไบเทค นำเสนอโซลูชันฐานรากสำหรับงานก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน
✅ บริษัท สุธี กรุ๊ป จำกัด จัดพิธีทำบุญบริษัท รับปีใหม่ให้เป็นสิริมงคล
✅ SUTEE SPORT DAY & RETRO NIGHT เติมสีสันเดือนมกราคม สร้างพลังทีมชาวเข็มเหล็ก
📍 ติดต่อสอบถามได้ที่
💬 Line@ : หรือคลิก! https://lin.ee/Xo8bWD5
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : www.kemrex.com
#เข็มเหล็ก #เข็มเหล็ก15ปี #15ปีแห่งความไว้ใจบทพิสูจน์ฐานรากตัวจริง #เข็มเหล็ก15ปี #มาตรฐานหน้างานจริง #มาตรฐานหน้างานจริง #ฉลากคาร์บอน

02/02/2026
02/02/2026
28/01/2026

#ไปกันต่อครับ ***อันนี้ก็ โค ตะ ระ สำคัญ

" BOQ "

(Bill of Quantities) คือ “เอกสารถอดแบบปริมาณงานและปริมาณวัสดุ” ที่ระบุ รายการงาน/วัสดุ + หน่วย + ปริมาณ + (มักมี) ราคาต่อหน่วย/ราคารวม เพื่อใช้เป็นฐานกลางร่วมกันระหว่าง ผู้ออกแบบ–ผู้ประมาณราคา–ผู้รับเหมา–ผู้ควบคุมงาน–เจ้าของงาน "

ผมขออธิบายเชิงวิศวกรรมแบบละเอียด พร้อมให้เห็น “ประโยชน์และความสำคัญ” แบบชัด ๆ

1) BOQ ในมุมวิศวกรรม: ไม่ใช่แค่ใบราคา แต่คือ “ฐานข้อมูลของงาน”
ในโครงการวิศวกรรม (โดยเฉพาะไฟฟ้า/เครื่องกล/โยธา) แบบ (Drawing) จะบอก “หน้าตาและสเปก” ส่วนไอ้ BOQ บอก “ปริมาณที่ต้องใช้จริง” เพื่อแปลงแบบให้กลายเป็น >>
- ต้นทุน (Cost)
- แผนจัดซื้อ (Procurement)
-แผนก่อสร้าง/ติดตั้ง (Construction Plan)
-แผนตรวจรับ/ทดสอบ (QA/QC & Testing)
-ฐานคุมงานและจ่ายเงิน (Measurement & Payment)

ถ้าขาด BOQ งานจะ “คุมยาก” เพราะทุกฝ่ายอาจตีความปริมาณไม่ตรงกัน และเถียงกันตอนหน้างาน/ตอนเบิกงวด

2) BOQ มีอะไรบ้าง (โครงสร้างที่ดีในงานวิศวกรรม)
BOQ ที่ใช้งานได้จริงมักประกอบด้วย:

2.1 รายการ (Item Description) ที่ชัดเจนระดับวิศวกรรม
เช่น งานไฟฟ้า ไม่ควรเขียนแค่ “สายไฟ” แต่ควรระบุให้ครบตัวแปรหลัก:
ประเภทสาย (CV/XLPE/THW ฯลฯ)
ขนาด (sq.mm) จำนวนแกน (1C/3C/4C) แรงดันพิกัด
วิธีเดิน (ร้อยท่อ/ราง/บันได) + อุปกรณ์ประกอบ (lug, gland, cleat, marker)
มาตรฐาน/ยี่ห้อ/เทียบเท่า + การทดสอบที่ต้องทำ

เหตุผลเชิงวิศวกรรม: รายละเอียดพวกนี้มีผลต่อความร้อน, derating, short-circuit withstand, วิธีเข้าหัว, ความปลอดภัย และอายุการใช้งานโดยตรง

2.2 หน่วย (Unit) ที่ถูกต้อง
ตัวอย่าง:
สายไฟ: m หรือ m/run (ควรบอก “ต่อเส้น/ต่อรอบ” ให้เคลียร์)
ท่อ/ราง: m
ตู้ MDB/ACB/VCB: set หรือ ea
งานดิน/หลุมกราวด์: set หรือ lot (แต่ต้องมีสเปกประกอบ)
ประโยชน์: หน่วยที่ถูกทำให้ วัดงาน-ตรวจรับ-เบิกงวด ได้แฟร์และชัด

2.3 ปริมาณ (Quantity) ที่ “ถอดจากแบบ + มีหลักการเผื่อ”
เช่น ความยาวสายควรคิด
ระยะทางตามเส้นทางจริง + ระยะขึ้นลง + loop เผื่อปลายสาย + เผื่อสูญเสียตัดต่อ
และต้องชัดว่า “เผื่อกี่ %” เพื่อป้องกันการบานปลายแบบไร้เหตุผล

2.4 หมวดงาน (Work Section) เพื่อบริหารง่าย
แบ่งเป็นหมวด เช่น
ระบบแรงสูง / RMU / VCB
หม้อแปลง
MDB / MCC / DB
Cable/Tray/Conduit
Grounding & Lightning
Testing & Commissioning
As-built / Training / Spare parts

ประโยชน์: ทำให้จัดซื้อ/ทำแผนติดตั้ง/ตรวจรับเป็นระบบ และโยงกับงวดงานได้ง่าย

3) BOQ “สำคัญมาก” ตรงไหนในวงจรโครงการ

3.1 ตอนประมูล/จัดซื้อ: ทำให้เทียบราคาได้ “เทียบกันจริง”
BOQ ทำให้ผู้รับเหมาหลายเจ้า “ยื่นราคา” บนฐานรายการและปริมาณเดียวกัน → เปรียบเทียบแบบ Apple to Apple
ลดการเล่นคำ/ยื่นของคนละสเปก
ลดโอกาสถูกหลอกด้วยราคาถูกตอนแรก แต่ไปบวกเพิ่มหน้างาน

3.2 ตอนคุมงบ: เป็นเครื่องมือ “ล็อกต้นทุน” และเห็นจุดเสี่ยงงบบาน
เมื่อมี BOQ เราจะทำได้ทันที:
เช็คว่างานไหนเป็น Cost Driver (เช่น ACB/หม้อแปลง/สายเมน/รางใหญ่)
ทำ Value Engineering ได้อย่างมีข้อมูล (ลดตรงไหนไม่กระทบมาตรฐาน/ความปลอดภัย)

3.3 ตอนคุมเวลา: ช่วยวางแผนจัดซื้อของยาว (Long Lead Item)
ของบางอย่างต้องใช้เวลาผลิต/นำเข้า เช่น หม้อแปลง, ACB ขนาดใหญ่, RMU, VSD
BOQ ทำให้รู้ “ต้องสั่งอะไร ปริมาณเท่าไร” ตั้งแต่ต้น → ไม่พังเพราะรอของ

3.4 ตอนคุมคุณภาพและความปลอดภัย: BOQ ที่ดี “บังคับให้คิดครบ”
ถ้า BOQ ระบุ testing/commissioning/วัสดุประกอบครบ จะกันปัญหาแบบ:
ซื้อของถูกสเปกแฝง
ขาดอุปกรณ์สำคัญ (lug, gland, ferrule, marker, earthing kit)
ไม่ทำ test สำคัญก่อนจ่ายไฟ

3.5 ตอนเบิกงวด/วัดงาน: เป็นฐานการจ่ายเงินที่ยุติธรรม
BOQ ทำให้การจ่ายเงินอิง “ปริมาณงานที่วัดได้จริง”
ลดการเถียงว่า “ทำเสร็จหรือยัง / ต้องจ่ายเท่าไร”

4) ความสัมพันธ์ของ BOQ กับ TOR/Spec/แบบ (วางให้ถูกจะกันปัญหา)
TOR/Spec = กำหนด คุณภาพ มาตรฐาน ขอบเขต วิธีทดสอบ
Drawing = กำหนด ตำแหน่ง/รูปแบบ/การติดตั้ง
BOQ = กำหนด ปริมาณและรายการสำหรับราคา/คุมงาน

#ข้อคิดสำคัญ:
BOQ ที่ไม่ผูกกับ TOR และแบบ → เสี่ยง “ถูกลดสเปก” หรือ “ขาดงานแฝง” มากที่สุด

5) จุดพลาดที่เจอบ่อย (และทำให้โครงการพังได้)

- รายการไม่ชัด → ผู้รับเหมาคิดของคนละเกรด
- ปริมาณผิด → งบบาน/ของขาด/งานช้า
- ไม่แยก “Supply” กับ “Install” → เถียงตอนเบิกงวด
- ไม่ใส่ Testing/Commissioning → จบงานแต่ “จ่ายไฟไม่ได้”
- ใช้คำว่า “Lot” เยอะเกิน → วัดงานไม่ได้ คุมไม่ได้
- ไม่ระบุ exclude/include → เกิดงานเพิ่ม (Variation) ถี่มาก

6) สรุปให้เห็นภาพ: BOQ คือ “เข็มทิศของโครงการ”
ถ้า TOR คือกติกา และแบบคือแผนที่
BOQ คือเข็มทิศ + บัญชีทรัพยากร ที่ทำให้ทุกฝ่ายเดินไปทางเดียวกัน
ทำให้ “ประมูลโปร่งใส”
คุม “งบ-เวลา-คุณภาพ-ความเสี่ยง” ได้จริง
ลดข้อพิพาท และทำให้ “วัดงาน/จ่ายเงิน” ยุติธรรม
ถ้าคุณอยากเอาไปใช้ทำงานจริง ผมทำให้ได้ต่อทันที:

#สรุป ดูให้ดีและอ่านให้เข้าใจ จะได้ไม่พลาดจ้า
#ช่างโอ๋.

28/01/2026

🤔ได้ยินอย่างบ่อย เดี๋ยวไฟรั่วๆ มันมาจากไหน เอาแบบอ่านแล้วเข้าใจง่ายๆไปลุยกัน

⚡ ไฟรั่ว คืออะไร?

#คำธรรมดา…แต่ผลกระทบไม่ธรรมดาในระบบไฟฟ้า

#คำว่า “ไฟรั่ว” เป็นคำที่ช่างไฟฟ้าได้ยินกันแทบทุกวัน ตั้งแต่บ้านพักอาศัย ไปจนถึงโรงงาอุตสาหกรรม
หลายครั้งถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง ไฟรั่วคือหนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางไฟฟ้า และความเสียหายของอุปกรณ์
ซึ่งผมขออธิบายแบบ เข้าใจง่ายตามหลักวิศวกรรม ว่าไฟรั่วเกิดจากอะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ส่งผลอะไรบ้าง และควรป้องกันอย่างไร

🔍 ไฟรั่ว คืออะไร (ในมุมวิศวกรรม)
ในเชิงวิศวกรรมไฟฟ้า

#ไฟรั่ว (Earth Leakage / Leakage Current) คือ
กระแสไฟฟ้าที่ “ไม่ควรไหล” แต่กลับไหลออกจากตัวนำหลักไปยังโครงโลหะ ดิน น้ำ หรือร่างกายคน

ปกติแล้วกระแสไฟฟ้าควรไหลจาก Line → Load → Neutral
แต่เมื่อเกิดไฟรั่ว กระแสบางส่วนจะไหลออกนอกเส้นทางนี้

⚙️ #ไฟรั่วเกิดจากอะไรบ้าง

1️⃣ ฉนวนเสื่อมสภาพ
สายไฟเก่า
ความร้อนสะสม
ความชื้น / น้ำมัน / ฝุ่น
อายุการใช้งานนาน
👉 ฉนวนไม่สามารถกั้นไฟได้เหมือนเดิม กระแสจึง “ซึม” ออกมา

2️⃣ ความชื้นและน้ำ
ตู้ไฟฟ้าอยู่กลางแจ้ง
ห้องเครื่อง ห้องปั๊ม
ระบบล้างทำความสะอาด
👉 น้ำเป็นตัวนำไฟฟ้า ทำให้ไฟไหลไปโครงโลหะหรือดินได้ง่าย

3️⃣ อุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุด
มอเตอร์ไหม้บางส่วน
ฮีตเตอร์ร้าว
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโครงโลหะ
👉 กระแสไฟแตะโครงเครื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ

4️⃣ การติดตั้งที่ไม่ถูกต้อง
สายดินไม่มีหรือขาด
ใช้สายผิดขนาด
👉 เมื่อเกิดความผิดปกติ ไฟไม่มีทางระบายอย่างปลอดภัย

5️⃣ Harmonic และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
Inverter, VSD , UPS
Switching Power Supply
👉 ทำให้เกิด Leakage Current ตามธรรมชาติของอุปกรณ์
(ยิ่งโรงงานยุคใหม่ ยิ่งพบไฟรั่วจากสาเหตุนี้บ่อย)

⚠️ ไฟรั่วส่งผลอะไรบ้าง

🔥 1. อันตรายต่อชีวิต
ไฟดูด
กล้ามเนื้อเกร็ง
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ถึงขั้นเสียชีวิต
ไฟรั่วเพียง 30 mA ก็อันตรายต่อมนุษย์แล้ว

🔧 2. ทำให้อุปกรณ์เสียหาย
มอเตอร์ร้อนผิดปกติ
เบรกเกอร์ทริปบ่อย
ระบบคอนโทรลรวน

🔥 3. เสี่ยงไฟไหม้
จุดรั่วเกิดความร้อนสะสม
สปาร์คในตู้ไฟฟ้า
ฉนวนลุกไหม้

⚡ 4. ระบบไฟฟ้าไม่เสถียร
ไฟตก
เครื่องจักรหยุดเอง
สายการผลิตเสียหาย

🛡️ วิธีป้องกันไฟรั่ว (หัวใจของงานช่าง)

✅ 1. ระบบสายดินที่ถูกต้อง
ค่า Ground Resistance ต่ำ
ต่อสายดินทุกอุปกรณ์โลหะ
ตรวจสอบจุดต่อสม่ำเสมอ
สายดินคือ “ทางหนีไฟ” ที่ปลอดภัยที่สุด

✅ 2. ใช้อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว
🔹 ELCB / RCCB / RCD
ตรวจจับกระแสไฟที่รั่วออกจากระบบ
ตัดไฟทันทีเมื่อเกินค่าที่กำหนด (เช่น 30 mA)
👉 เป็นอุปกรณ์ที่ ช่วยชีวิตคนได้จริง

✅ 3. เลือกใช้อุปกรณ์คุณภาพ
มอเตอร์มาตรฐาน
สายไฟตาม มอก. / IEC
อุปกรณ์ที่ออกแบบมารองรับ Harmonic

✅ 4. ตรวจสอบและบำรุงรักษา (PM)
วัด Insulation Resistance (IR)
ตรวจตู้ไฟฟ้า
เช็คความชื้น ฝุ่น ความร้อน
ไฟรั่วมักมาแบบ “เงียบๆ”
การตรวจเช็คคือการป้องกันที่ดีที่สุด

✅ 5. ออกแบบระบบให้ถูกตั้งแต่ต้น
- แยก Neutral และ Ground ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน
- ใช้ขนาดสายเหมาะสม
- เลือกเบรกเกอร์ให้ตรงงาน

🧠 #สรุปแบบช่างเข้าใจง่าย

ไฟรั่วไม่ใช่เรื่องเล็ก
แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบไฟฟ้ากำลังมีปัญหา
ถ้าเข้าใจสาเหตุ
เลือกอุปกรณ์ป้องกันให้ถูก
และดูแลระบบอย่างสม่ำเสมอ
ไฟรั่วจะไม่ใช่ภัย…แต่จะกลายเป็นเรื่องที่ควบคุมได้
🔧⚡🎨

#ไฟรั่ว
#หมอโอ๋.
#ช่างโอ๋.

#นานาสาระ

28/01/2026

#และนี่คืออีกสิ่งที่จำเป็น ควรรู้และเข้าใจ

**SLD (Single Line Diagram) คืออะไร
และทำไมช่างไฟฟ้าต้องเข้าใจให้ลึกกว่าที่คิด**

#ในงานระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน อาคาร หรือระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีเอกสารอยู่ชิ้นหนึ่งที่หลายคนเคยเห็น แต่ไม่ใช่ทุกคนจะ “เข้าใจจริง”
เอกสารนั้นคือ SLD หรือ Single Line Diagram
หลายครั้ง SLD ถูกมองว่าเป็นหน้ากระดาษที่มีเส้น มีสัญลักษณ์ เต็มไปหมด แต่ในมุมของช่างไฟฟ้าแล้ว SLD คือแผนที่ชีวิตของระบบไฟฟ้า

คืออะไร (ในภาษาช่างไฟฟ้า)
Single Line Diagram (SLD)
คือแผนผังที่แสดงภาพรวมของระบบไฟฟ้าทั้งระบบ โดยใช้ “เส้นเดียว” แทนสายไฟหลายเฟส
เพื่อให้เห็นโครงสร้างของระบบตั้งแต่
แหล่งจ่ายไฟ (การไฟฟ้า / Generator)
หม้อแปลงไฟฟ้า
ตู้ MDB, SMDB
เบรกเกอร์ อุปกรณ์ป้องกัน
โหลดปลายทาง
SLD ไม่ได้เน้นความสวยงาม
แต่เน้นให้ ช่างเข้าใจระบบได้เร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย

#ทำไม SLD ถึงสำคัญกับช่างไฟฟ้ามากกว่าที่คิด

🔹 1. SLD ช่วยให้ “เห็นระบบทั้งโรงงานในหน้าเดียว”
หน้างานจริง ระบบไฟฟ้าไม่ได้อยู่ที่ตู้เดียว
แต่เชื่อมโยงกันทั้งโรงงาน
SLD ทำให้ช่างรู้ว่า

“ไฟมาจากไหน → ผ่านอะไร → ไปจบที่จุดใด”
โดยไม่ต้องไล่สายทีละเส้น
นี่คือเหตุผลที่ช่างมืออาชีพจะเปิด SLD ก่อนเปิดตู้ไฟเสมอ

🔹 2. SLD คือเครื่องมือป้องกันอุบัติเหตุ
อุบัติเหตุไฟฟ้าส่วนใหญ่
ไม่ได้เกิดจากความไม่ตั้งใจ
แต่เกิดจาก ไม่รู้ว่าระบบเชื่อมต่อกันอย่างไร
เช่น
ตัดเบรกเกอร์ผิดตัว
ไม่รู้ว่ามีไฟย้อนจาก Generator
ไม่รู้ว่ามี Capacitor ค้างประจุ
SLD ช่วยให้ช่างรู้จุดเสี่ยง
และตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยก่อนลงมือ

🔹 3. SLD ช่วยให้ซ่อมงานได้เร็วและตรงจุด
เวลาระบบไฟดับ
สิ่งที่ทุกคนต้องการคือ หาสาเหตุให้เร็วที่สุด
ช่างที่อ่าน SLD เป็น จะรู้ทันทีว่า
จุดนี้ต่อจากตู้ไหน
เบรกเกอร์ตัวไหนป้องกัน
ระบบสำรองอยู่ตรงไหน
ไม่ต้องเดา
ไม่ต้องลองผิดลองถูก
และไม่ทำให้โรงงานเสียเวลาหยุดผลิต

🔹 4. SLD คือภาษากลางระหว่าง “ช่าง–วิศวกร–เจ้าของงาน”
SLD ทำให้ทุกฝ่ายคุยกันรู้เรื่อง
ไม่ว่าจะเป็น
การอธิบายระบบให้ผู้บริหาร
การประชุมแก้ไขงาน
การส่งมอบงานหรือขยายระบบ
ช่างที่อ่าน SLD ได้
จะถูกมองว่าเป็นช่างที่ “เข้าใจระบบ” ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง

🔹 5. SLD ช่วยให้ช่างพัฒนาตัวเองเป็นช่างระดับสูง
ช่างที่เข้าใจ SLD จะเริ่มมองงานต่างจากเดิม
เข้าใจเหตุผลของการเลือกขนาดเบรกเกอร์
เข้าใจการจัดลำดับระบบป้องกัน
เข้าใจภาพรวม ไม่ใช่แค่จุดที่ตัวเองทำ
จากช่างหน้างาน
→ ช่างควบคุมงาน
→ หัวหน้าช่าง
→ ผู้เชี่ยวชาญระบบไฟฟ้า
ทั้งหมดเริ่มจาก อ่าน SLD ให้เป็น

ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือความปลอดภัย
ถ้าจะสรุปสั้นๆ ในมุมช่าง

- SLD คือแผนที่ของระบบไฟฟ้า
และคือเครื่องมือที่ช่วยปกป้องชีวิตช่าง
ช่างที่ไม่ดู SLD ก่อนทำงาน
เหมือนคนขับรถที่ไม่ดูแผนที่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย

✍️ ข้อคิดถึงช่างไฟฟ้าทุกท่านครับ
อย่ามอง SLD เป็นหน้าที่ของวิศวกรอย่างเดียว
เพราะคนที่อยู่กับไฟจริงๆ คือ ช่าง
อ่าน SLD ให้เป็น = ทำงานได้ปลอดภัยขึ้น เก่งขึ้น และมีคุณค่ามากขึ้น ⚡🔧


#ช่างโอ๋.

ที่อยู่

Phitsanulok
20150

เบอร์โทรศัพท์

0820599006

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ maty8888ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง maty8888:

แชร์