10/03/2026
เข้าใจง่ายดีและให้ความกระจ่างในแง่มุมที่เราไม่เคยรู้
ถอดรหัส "ปิโตรเลียมไทย" ที่คนไทยเข้าใจผิด (ฉบับแปลไทยเป็นไทย...ยาวหน่อย)
ช่วงนี้กระแสสงครามและความกังวลเรื่องพลังงานกำลังดราม่าหนัก วันนี้อาจารย์ขออธิบายกระแสดราม่า "ทวงคืนพลังงาน" แบบไร้แก่นสาร แล้วมาดู "ของจริง" ที่ซ่อนอยู่ใต้ดินและในหอกลั่น! ออกมาแฉให้คนไทยฟังแบบหมดเปลือก
นี่คือเหตุผลทาง Chemistry (เคมี), Geology (ธรณีวิทยา) และ Engineering Economics (เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม) ว่าทำไมไทยถึงยังมี "ส่งออก" แล้วทำไมต้อง "นำเข้า"
เริ่มที่ประเด็นแรก
1. คำสาป "ปรอท" ในทองคำเหลว (Upstream Secret)
คนไทยเข้าใจผิดว่าเรามีน้ำมันดิบมหาศาล... จริงครับ เรามี! แต่มันคือ "Condensate" (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ที่เป็นเสมือน "แชมเปญ" ของวงการปิโตรเคมี แต่ซ่อน "ยาพิษ" ไว้ข้างใน!
มาทำความเข้าใจก่อนว่า Condensate คืออะไร? มันคือ "หัวกะทิแห่งวงการน้ำมัน" หรือ วิสกี้สูตรเข้มข้น สภาพเหมือนน้ำมันใสๆ (ตัวเบา) ไม่ดำปิ๊ดปี๋เหมือนน้ำมันดิบปกติ (ตัวหนัก) เปรียบเหมือนคุณมี "เนื้อวากิว A5" อยู่ในมือ จะเอามาบดทำ "กะเพราเนื้อ" (เผาเป็นเชื้อเพลิง) กินเองหรอ? บ้าบอ! คุณต้องขายวากิวให้ภัตตาคารหรู (โรงงานปิโตรเคมี) เอาไปทำพวกพลาสติกที่มีราคาสูงกว่า มองทางเศรษฐศาสตร์ คือ คุ้ม แล้วค่อยเอาเงินนั้นไปซื้อ "เนื้อธรรมดาๆ" มาผัดกะเพรากิน...แจ่มกว่าเยอะ!
แต่ที่พีค คือ เจ้าถังเก็บน้ำมันใต้ดินเราที่แหล่งเอราวัณ, บงกช และแหล่งอื่นๆ ในอ่าวไทย มีลักษณะทางธรณีวิทยาที่ unique มาก คือมี High Mercury Content (สารปรอทสูง) ระดับ 50-500 ppb (parts per billion) และเจ้าปรอทนี่ คือ ศัตรูหมายเลข 1 ของโรงกลั่น! มันทำปฏิกิริยากับ อะลูมิเนียม (Aluminum) ในอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (Cold Box) ทำให้เกิดภาวะที่ปรอทมันซึมเข้าไปในเนื้ออะลูมิเนียม ทำให้เหล็กที่เคยแข็งแรง กลายเป็น "ข้าวเกรียบว่าว" เปราะและแตกง่าย!... นั่นแหละครับโรงกลั่นไทยเจอแบบนี้ถ้าไม่เอาปรอทออกก่อน โรงงานระเบิดตูมตามแน่นอน!
ซึ่งโรงกลั่นในไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้รับการออกแบบ มาให้รับปรอทสูงขนาดนี้ได้ เราจึงต้อง ส่งออก Condensate เหล่านี้ไปให้โรงกลั่นเฉพาะทาง (Specialized Splitters) ในต่างประเทศ ที่เขามี "หม้อต้มกันกระสุน" (Mercury Removal Unit - MRU) จัดการแทน!
ประเด็นที่สอง
เราต้องเลิกมองโรงกลั่นไทยเป็นแค่หม้อต้มน้ำ! โรงกลั่นหลักๆ ของเรา (Thai Oil, SPRC, PTTGC etc.) มีค่า Nelson Complexity Index (NCI) สูงระดับ แถวๆ ~6.6-10 ตัวเลขยิ่งสูง สะท้อนความสามารถในการเปลี่ยนสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงตามความต้องการได้ดีกว่า และยังมีความยืดหยุ่นในการรองรับน้ำมันดิบแต่ละแหล่งที่มีส่วนประกอบของน้ำมันต่างกัน
โรงกลั่นไทยถูกออกแบบมาให้เป็น "นักเล่นแร่แปรธาตุ" คือเก่งเรื่องการเอาพวกน้ำมันดิบมาเปลี่ยนเป็น...ของดี!!!
ภาษาชาวบ้าน คือ โรงกลั่นทั่วไปเหมือนคนทำ "ไข่เจียว" เป็นอย่างเดียว (NCI ต่ำ) แต่โรงกลั่นไทยคือเชฟมิชลินสตาร์ ที่สามารถเอา "โครงไก่เหลือๆ " (น้ำมันดิบราคาถูก) มาตุ๋น เคี่ยว ปรุงรส จนกลายเป็น "ซุปโครงไก่เกรดพรีเมียม" (ดีเซลเกรดพรีเมียม) ได้!! ซึ่งวัตถุดิบที่เราชอบ คือ กลุ่ม Heavy-medium Sour Crude (ของราคาถูก) ที่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง และมี "กำมะถันสูง" (Sour - เหม็นเปรี้ยว/เหม็นไข่เน่า) เพราะมันถูกกว่า! หลักการ คือ การนำเข้าน้ำมันถูกๆ มากลั่นขายให้เป็นผลผลิตราคาแพงขึ้น คือ การกินส่วนต่าง (Crack Spread) เหมือนซื้อข้าวสาร+หมูสับมา 30 บาท แต่ผัดกะเพราขาย 50 บาท ส่วนต่าง 20 บาทนี่แหละคือกำไร ของโรงกลั่น
ประเด็นที่สาม.....ทำไมไม่ขุดให้พอ? ทำไมต้องนำเข้า?
อันนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าแหล่งน้ำมันดิบ เช่น ในซาอุฯ (Continuous Reservoir) เหมือนอ่างอาบน้ำขนาดยักษ์ เอาหลอดดูด (เจาะหลุม) จิ้มตรงไหนก็น้ำมันพุ่ง ดูดไปเถอะ 20 ปีไม่หมด ส่วนของไทย (Faulted Basins) ลักษณะทางธรณีวิทยาของเราเหมือน "ชามที่ตกแตกละเอียด" ซึ่งไอ้เจ้าน้ำมันเราซ่อนอยู่ตามรอยแตกเล็กๆ (Graben/Horst) จำนวนมาก
พอมองเรื่องความคุ้มค่า เทียบกับ ซาอุฯ เจาะตูมไป 1 หลุม ดูดได้ 10,000 บาร์เรล/วัน ยาวนาน 20 ปี ส่วนในไทย เจาะไป 1 หลุม ดูดได้แค่ 500-1,000 บาร์เรล/วัน แป๊บเดียวหมด ต้องย้ายไปเจาะหลุมใหม่
ซึ่งความฮา คือ ของไทยเวลาเจาะหลุม เหมือนต้องเอาเข็มฉีดยาไปดูดตามรอยแตกของจาน ดูดจึ๊กเดียว... อ้าว หมดละ! เหมือนต้องย้ายไปรอยแตกข้างๆ เจาะใหม่... เปลืองเงิน Ship หาย! นี่แหละสาเหตุที่ต้นทุนการผลิต (Wellhead Cost) ของเราแพงกว่าการนำเข้าครับ!....คำถามที่ตามมาง่ายๆ ใครจะลงทุน?
ประเด็นที่สี่
มาถึงไฮไลต์สำคัญที่คนไทยเข้าใจผิดที่สุด! "น้ำมันในประเทศแพง (ต้องไปต่อที่ประเด็น..โครงสร้างราคา และการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันครับ) อ้างว่าต้องนำเข้าเพราะน้ำมันในประเทศไม่พอ แล้วส่งออกทำไม?"
ต้องมาดูที่ธรรมชาติของโรงกลั่น สาย ChemEng จะเข้าใจดี คือ เรากดเลือกเมนูที่หอกลั่นแบบตู้เต่าบินไม่ได้ (The Fixed Yield Constraint)
การกลั่นน้ำมัน ไม่ใช่ การสั่งอาหารตามสั่ง ที่จะบอกแม่ค้าว่า "เอาแต่กะเพรา (ดีเซล) ไม่เอาไข่ดาว (เบนซิน)"
เมื่อคุณป้อนน้ำมันดิบ 100 ลิตร เข้าหอกลั่น ธรรมชาติทางเคมีจะบังคับให้มันแยกตัวออกมาตามจุดเดือดเสมอ:
หัวหมู (ก๊าซ LPG): 3%
ไส้ (เบนซิน): 25%
สันใน (ดีเซล - พระเอกของเรา): 45%
หาง (ยางมะตอย): 17%
นี่คือกฎเหล็ก! ถ้าคุณอยากได้ดีเซล 100 ลิตร คุณจะถูกบังคับให้รับเบนซินมาด้วย 50 ลิตร... ปฏิเสธ ว่าชั้นไม่ได้สั่ง ไม่ได้เน้อ...กดขอคืนเงิน ม่ายด้ายยบ!!!
และการที่ประเทศไทยมีโครงสร้างการใช้น้ำมันที่ "เบี้ยว" มาก! เนื่องจากบ้านเรามีความต้องการในการใช้ดีเซล Diesel Demand สูงปรี๊ด! (รถกระบะ, รถบรรทุก, ภาคเกษตร) และความต้องการใช้เบนซิน Gasoline Demand ต่ำกว่าดีเซลมาก
อธิบายให้เข้าใจในสถานการณ์จำลอง (The Scenario)
สมมติประเทศไทยต้องการ ดีเซล 100 ล้านลิตร/วัน เพื่อให้ได้ดีเซลครบ โรงกลั่นต้องเดินเครื่องเต็มสูบ แต่ธรรมชาติมันจะ "แถม" เบนซินออกมา 55 ล้านลิตร มาด้วยเสมอ! แต่เดี๋ยวก่อน... คนไทยใช้น้ำมันเบนซินแค่ 30 ล้านลิตร/วัน!
เกิดอะไรขึ้น? ผลิตเบนซินออกมา 55 แต่ใช้แค่ 30... ส่วนเกิน (Surplus) 25 ล้านลิตร/วัน จะไปไหน?
1. มันจะไหลไปที่ถังเก็บ (Storage Tank) จนเต็มทุกใบ!
2. Refinery Shutdown (โรงกลั่นหยุดเดินเครื่อง) นึกภาพตามนะ... โรงกลั่นเหมือนคนกินข้าว (กินน้ำมันดิบ) แล้วต้องออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถ้า "ท่อเบนซิน" ตันเพราะถังเก็บเต็ม... คุณจะกินข้าวต่อได้ไหม? ไม่ได้! ท้องแตกตาย!
3. National Crisis เมื่อโรงกลั่นหยุดเดินเครื่อง... การผลิตดีเซลก็หยุดด้วย! ประเทศไทยจะขาดแคลนดีเซลทันที ระบบขนส่งล่มสลาย เพียงเพราะเรา "ห้ามส่งออกเบนซินส่วนเกิน"
ดังนั้น การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป (Refined Products) ของไทย จึงไม่ใช่การขายชาติของถูก แล้วให้คนไทยใช้ของแพง อย่าพึ่งเข้าใจผิดครับ แต่มันคือ หรือการ "ระบายของออก" เนื่องจากการจัดเก็บสำรองไว้ มีต้นทุนและใช้พื้นที่มหาศาล รวมทัังมาตรการทางความปลอดภัย และกฏหมายอีก!!!
เราจึงต้องระบาย (Evacuate) เบนซินและ Jet Fuel ส่วนเกิน ออกไปขายตลาดโลก (สิงคโปร์/CLMV) เพื่อให้ ถังว่าง
เมื่อถังว่าง... โรงกลั่นถึงจะ เดินเครื่องต่อได้
เมื่อเดินเครื่องต่อได้... เราถึงจะผลิตดีเซลให้พอใช้ในประเทศได้!
สรุปแบบเจ็บๆ เรายอมขายเบนซินส่วนเกินออกไป (บางทีขายถูกกว่าราคาขายปลีกในไทย เพราะต้องแข่งกับราคาตลาดโลกและหักค่าขนส่ง) ไม่ใช่เพื่อให้ต่างชาติได้ใช้ของถูก แต่เพื่อ "เคลียร์ทาง" ให้เราสามารถผลิตดีเซลเลี้ยงเศรษฐกิจไทยต่อไปได้ต่างหาก!