M.O.M M.O.M mean 'Mood of the Motherhood'
The Great life-altering event ever!
(4)

M.O.M ย่อมาจาก Mood of the Motherhood เราตั้งใจว่าจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ เด็ก และครอบครัวยุคใหม่ หรือเรียกง่ายๆ ก็คือพ่อแม่ที่มีไลฟ์สไตล์และหัวใจยังวัยรุ่นอยู่นั่นเอง

▶︎ การลงโทษที่ดีที่สุด ไม่ใช่ทำให้ลูกกลัว แต่ทำให้ลูกรู้ว่าผิดตรงไหนหลายคนโตมากับคำว่า 'รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี' จนเชื่...
29/04/2026

▶︎ การลงโทษที่ดีที่สุด ไม่ใช่ทำให้ลูกกลัว แต่ทำให้ลูกรู้ว่าผิดตรงไหน
หลายคนโตมากับคำว่า 'รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี' จนเชื่อว่าการตี การดุแรงๆ หรือทำให้ลูกกลัว คือวิธีที่ทำให้เด็กเชื่อฟังได้เร็วที่สุด
แต่ความจริงแล้ว การทำโทษหรือใช้ความรุนแรง นอกจากจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กให้ดีขึ้นได้ และจะยิ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อพฤติกรรมและพัฒนาการด้านจิตใจของเด็ก รวมไปถึงเป็นจุดเริ่มต้นพฤติกรรมก้าวร้าวในอนาคตอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ก็จำเป็นที่จะต้องมีบทลงโทษ เมื่อลูกไม่เชื่อฟัง หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องยึดหลักการ รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี หรือใช้ความรุนแรง แต่ควรเปลี่ยนเป็นการลงโทษลูกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหยุดพฤติกรรมเชิงลบของลูกอย่างถาวรอีกด้วย
1. Time Out เข้ามุมเด็กดื้อ
time out เป็นหนึ่งในวิธีการลงโทษลูกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มพ่อแม่รุ่นใหม่ ที่เข้าถึงและเข้าใจหลักการเลี้ยงลูกเชิงบวก ด้วยการให้ลูกแยกตัวเข้ามุม เมื่อทำความผิดหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพื่อทบทวนและพิจารณาตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง
แต่ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจว่า time out ไม่ใช่การแยกตัวเพื่อให้ลูกรู้สึกโดดเดี่ยวจากสังคมและครอบครัว แต่เป้าหมายคือการพาลูกออกจากสถานการณ์ที่ไม่สามารถจัดการหรือควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ทอดทิ้ง หรือปล่อยให้ลูกรู้สึกหวาดกลัวจากการ time out เพราะจะทำให้ลูกต่อต้านและไม่ยอมให้คุณพ่อคุณแม่ใช้วิธีนี้อีกต่อไป
2. ทำโทษด้วยการออกกำลังกายสลายความดื้อ
แม้เด็กเล็กจะเป็นวัยที่สามารถเล่นซนได้ทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่การออกกำลังกายอย่างมีรูปแบบและกำหนดเวลาจริงจังจะทำให้ลูกเหนื่อยและไม่สนุกเหมือนวิ่งเล่นตามอัธยาศัย ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นหนึ่งในการลงโทษที่สร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ และยังเป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายของลูกทางอ้อมได้อีกด้วย
เทคนิคก็คือคุณพ่อคุณแม่อาจจะกำหนดบทลงโทษเป็นการออกกำลังกายตามระดับความดื้อของลูก เช่น ถ้าลูกงอแงไม่ยอมตื่นนอนเพื่อไปโรงเรียน จะโดนทำโทษด้วยการกระโดดตบ 10 ครั้ง ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาการออกกำลังกายตามความเหมาะสมกับร่างกายของลูก และไม่ควรให้ลูกออกกำลังกายหักโหมจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนล้าในเด็กได้
3. ลดเวลาเล่นสนุก
การได้เล่นสนุกหลังเลิกเรียน หรือการฟังคุณแม่เล่านิทานก่อนนอนถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ลูกรอคอย แต่ในวันที่ลูกทำตัวไม่น่ารัก ไม่เชื่อฟัง ขาดวินัย หรือไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ตัวเอง เช่น งอแงไม่ยอมทำการบ้าน หรือไม่ยอมแปรงฟันก่อนเข้านอน คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องลงโทษ ด้วยการลดเวลาเล่นสนุกของลูก เพื่อให้ลูกเรียนรู้ผลกระทบของการทำตัวไม่น่ารัก ไม่มีวินัย และไม่ทำตามข้อตกลง เช่น หากลูกงอแงไม่ยอมทำการบ้าน ทำให้ต้องเสียเวลา คืนนั้นก็จะไม่มีการเล่านิทานก่อนนอน เมื่อลูกรู้ว่าพฤติกรรมของตัวเองจะส่งผลต่อช่วงเวลาแห่งความสุข ลูกก็จะพยายามปรับพฤติกรรมของตัวเองได้โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องบังคับเลยค่ะ
4. เรียงความเด็กดี
การเขียนเรียงความจะทำให้ลูกได้ใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับการเขียน เวลาที่ลูกหงุดหงิด ไม่พอใจ ดื้อ และงอแงก็จะค่อยๆ สงบลง โดยคุณพ่อคุณแม่อาจกำหนดหัวข้อจากปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกได้อธิบายถึงสาเหตุ ผลกระทบ และวิธีการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตัวเอง วิธีนี้จะช่วยให้ลูกได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และคุณพ่อคุณแม่ก็จะได้รับรู้ถึงความคิด ความรู้สึก และสิ่งที่ลูกต้องการ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการปรับพฤติกรรมลูกต่อไป
แล้วคุณพ่อคุณแม่คิดว่าการลงโทษแบบไหนที่เคยได้ผลกับลูกมากที่สุด และแบบไหนยิ่งทำยิ่งแย่? มาแชร์กันได้เลย 💬
📍ลิงก์อ่านบทความฉบับเต็มในคอมเมนต์
📍ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M

▶︎ 5 ทักษะเด่นของ ‘เด็กถนัดซ้าย’ ที่พ่อแม่ควรดันให้สุดทางหากคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตว่าลูกเริ่มใช้มือซ้ายคล่องกว่ามือขวา ...
29/04/2026

▶︎ 5 ทักษะเด่นของ ‘เด็กถนัดซ้าย’ ที่พ่อแม่ควรดันให้สุดทาง
หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตว่าลูกเริ่มใช้มือซ้ายคล่องกว่ามือขวา ไม่ว่าจะเป็นตอนหยิบช้อนตักอาหาร จับดินสอเพื่อขีดเขียนและวาดรูปอย่างคล่องแคล่ว พฤติกรรมเช่นนั้นอาจทำให้เกิดคำถามในใจว่าควรรีบหาทางแก้ไขหรือปล่อยให้ลูกเป็นไปตามธรรมชาติในโลกที่สิ่งของเครื่องใช้ส่วนใหญ่ถูกแบบมาเพื่อคนถนัดขวามากกว่า
แต่ความจริงแล้ว ลูกถนัดซ้าย ไม่ใช่ความผิดปกติหรือปมด้อยที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องกังวล เพราะในทางวิทยาศาสตร์และทฤษฎีทางสมองยืนยันว่า เด็กที่ถนัดซ้ายมักมีการทำงานของสมองซีกขวาที่โดดเด่น ซึ่งควบคุมเรื่องความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นยังระบุว่าการเชื่อมต่อระหว่างสมองทั้งสองซีกในคนถนัดซ้ายมักจะรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้คนถนัดซ้ายสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ซับซ้อนและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเยี่ยม
การทำความเข้าใจธรรมชาติ เมื่อ ลูกถนัดซ้าย และเปลี่ยนความกังวลให้เป็นการสนับสนุน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกเติบโตอย่างมั่นใจ และหากคุณพ่อคุณแม่ทำความเข้าใจถึง 5 ทักษะเด่นที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กถนัดซ้ายมากขึ้น ก็จะยิ่งสามารถส่งเสริมเพื่อเปลี่ยนความต่างให้กลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนศักยภาพของลูกได้มากขึ้นอีกด้วย
📍ลิงก์อ่านบทความฉบับเต็มในคอมเมนต์
📍ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M


#ลูกถนัดซ้าย

28/04/2026

▶︎ เช็กด่วน! ลูกเดินขาแบะหรือเปล่า ท่าเดินที่อาจซ่อนสัญญาณสุขภาพ

28/04/2026

▶︎ ถ้าพ่อแม่เคลียร์ทางให้ลูกทุกอย่าง ลูกอาจไม่รู้วิธีการเดินด้วยตัวเอง

28/04/2026

▶︎ ลูกยึดติดความสำเร็จและอยากเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา
ในยุคที่ความสำเร็จเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญมากกว่าอะไรหลายอย่างในชีวิต คุณพ่อคุณแม่ส่วนมากจึงพยายามส่งเสริมให้ลูกพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
แต่การเลี้ยงดูและปลูกฝังเช่นนั้น อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองต้องเก่งกว่า ดีกว่า และประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น จนกลายเป็นการส่งเสริมให้ ลูกยึดติดความสำเร็จ จนกระทบต่อความสุขของตัวเอง
แม้การส่งเสริมให้ลูกมีความมุ่งมั่นและพยายาม เพื่อการประสบความสำเร็จจะเป็นสิ่งที่ดี แต่หาก ลูกยึดติดความสำเร็จ และต้องการเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา อาจนำไปสู่ความเครียด กดดัน และกลัวความล้มเหลว คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนให้ลูกมีมุมมองต่อความสำเร็จอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ลูกเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จโดยยังคงมีความสุขกับสิ่งที่ทำต่อไป
📍ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M

► อินฟลูเอนเซอร์เด็ก เบื้องหลังความน่ารักที่แลกมาด้วยความเสี่ยงในยุคที่โซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้เด็กๆ สร้างตัวตนจนกลายเป...
28/04/2026

► อินฟลูเอนเซอร์เด็ก เบื้องหลังความน่ารักที่แลกมาด้วยความเสี่ยง
ในยุคที่โซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้เด็กๆ สร้างตัวตนจนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ตัวน้อยที่สร้างรายได้มหาศาลไม่แพ้ผู้ใหญ่ เทรนด์นี้ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ท่ามกลางยอดวิวและเสียงชื่นชม ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามถึงสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และผลกระทบในระยะยาวที่เด็กต้องแบกรับ เมื่อความน่ารักถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าในโลกออนไลน์
ประเด็นที่น่ากังวลเริ่มตั้งแต่การที่เด็กไม่มีสิทธิ์เลือกพื้นที่ของตัวเอง เพราะภาพลักษณ์ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกก่อนที่พวกเขาจะเข้าใจความหมายของความเป็นส่วนตัวด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตท่ามกลางยอดไลก์และคำชมจากคนแปลกหน้า อาจทำให้เด็กผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับตัวเลขบนหน้าจอ หากวันหนึ่งความนิยมลดลงอาจส่งผลต่อความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำลงอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกันการถ่ายทำคอนเทนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์แบบยังถูกมองว่าเป็นแรงงานในพื้นที่สีเทาที่ไร้กฎหมายคุ้มครอง ต่างจากการทำงานในอาชีพอื่น ทำให้เด็กอาจต้องทำงานหนักจนขาดโอกาสในการใช้ชีวิตตามช่วงวัยที่ควรจะเป็น
ที่อันตรายที่สุดคือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ข้อมูลและภาพลักษณ์ของเด็กที่หลุดออกไปอาจถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น การใช้เทคโนโลยี Deepfake สร้างสื่อลามกเด็ก หรือนำภาพไปแชร์ในเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นรอยเท้าดิจิทัลที่จะคงอยู่ตลอดไปแม้เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม การขอความยินยอม (Consent) จากลูกและการตระหนักถึงความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ไม่ควรละเลย เพื่อปกป้องให้ลูกได้เติบโตอย่างอิสระและปลอดภัยอย่างแท้จริง
📍ลิงก์อ่านบทความฉบับเต็มในคอมเมนต์
📍ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M

28/04/2026

▶︎ NEWS UPDATE: วิจัยชี้ร้องไห้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วยปลดปล่อยอารมณ์ ดีต่อสุขภาพกายใจ

▶︎ ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน : เมื่อลูกสร้างความเดือดร้อน พ่อแม่ควรทำอย่างไรสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ต่อให้ลูกซนแค่ไหน งอแ...
28/04/2026

▶︎ ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน : เมื่อลูกสร้างความเดือดร้อน พ่อแม่ควรทำอย่างไร
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ต่อให้ลูกซนแค่ไหน งอแงแค่ไหน หรือทำเรื่องปวดหัวเพียงใด เราก็มักมองลูกด้วยความรักเสมอ แต่ในโลกความจริง คนอื่นไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเราเสมอไป
คำว่า 'ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน' อาจฟังดูแรง แต่เป็นเรื่องจริงที่พ่อแม่หลายคนต้องยอมรับ โดยเฉพาะเมื่อลูกวิ่งชนคนอื่น ส่งเสียงดังในที่สาธารณะ แย่งของเพื่อน ทำลายข้าวของ หรือมีพฤติกรรมที่รบกวนคนรอบตัว แล้วพ่อแม่กลับมองข้ามเพราะคิดว่าลูกยังเด็กอยู่
ดังนั้น การสร้างพื้นฐานให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่ให้ใครมาตำหนิคุณพ่อคุณแม่ได้ว่า ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน นั้นต้องอาศัยการการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่แค่ของลูก แต่หมายถึงการหล่อหลอมจากพฤติกรรมและการดูแลของคนในครอบครัวอีกด้วย
1. ยอมรับ และไม่ปกป้องเมื่อลูกทำผิด
James Lehman ผู้เขียนหนังสือ Transform Your Problem Child แนะนำสามสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเมื่อลูกเริ่มมีพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ได้แก่
• ยอมรับในพฤติกรรมที่ไม่ดีของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรยอมรับในความผิดพลาดหรือพฤติกรรมที่ไม่น่ารักและสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
• อย่าปกป้องลูกจากความผิด คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้ข้ออ้างหรือเหตุผลว่าลูกทำผิดเพราะยังเป็นเด็ก เพราะจะทำให้ลูกเข้าใจว่าการเป็นเด็กทำให้ได้รับสิทธิ์ในการสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นได้
• อย่าปกป้องลูกจากผลที่ตามมา เช่น เมื่อลูกทำลายทรัพย์สินในห้องเรียน หรือทำให้เพื่อนร่วมห้องบาดเจ็บ ลูกต้องขอโทษ และรับผิดชอบความเสียหายที่ตามมาจากการกระทำนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ ไม่สอนให้ลูกเรียนรู้ผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเอง มัวแต่เพิกเฉย หรือมองข้ามความผิดของลูก ลูกก็จะไม่ได้เรียนรู้ และมีโอกาสที่จะทำความผิดซ้ำได้
2. เพิ่มเติมความเข้มงวด
เมื่อคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าลูกของเราไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น นั่นคือเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้มงวดกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ด้วยวิธีการที่หนักแน่น เด็ดขาด แต่ไม่ใช้ความรุนแรงกับลูก เช่น สอบถามถึงเหตุผล อะไรทำให้ลูกตัดสินใจทำอย่างนั้น บอกถึงผลเสียหรือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับคนอื่น และการกระทำของลูกจะกระทบมาถึงคุณพ่อคุณแม่อย่างไรบ้าง พร้อมบอกบทลงโทษที่สมเหตุสมผล และเหมาะสมกับช่วงวัยของลูก
3. รู้จักการเชื่อมโยงอารมณ์กับพฤติกรรมของลูก
Julie Lythcott-Haims ผู้เขียนหนังสือ How to Raise an Adult ระบุว่า สิ่งที่จะช่วยให้ลูกควบคุมตัวเองได้ดี คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้วิธีเชื่อมโยงพฤติกรรมและอารมณ์ด้านบวก
โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเปลี่ยนจากการพูดเรื่องพฤติกรรมที่ไม่ดีของลูกบ่อยๆ เป็นการถามคำถามที่สะท้อนอารมณ์ เพื่อเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกแทน เช่น วันนี้ลูกดูอารมณ์ไม่ดี มีคนใจร้ายกับลูกหรือเปล่า เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ถามแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้สะท้อนอารมณ์ของตัวลูกเองแล้ว ยังทำให้ลูกนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำลงไปอีกด้วย
การพยายามเข้าใจอารมณ์และพฤติกรรมของลูกด้วยคำถามเชิงบวกจะสามารถเปลี่ยนจากเด็กเจ้าปัญหา ให้เป็นเด็กที่ใจดีที่สุดคนหนึ่งได้เลยทีเดียว
4. เปลี่ยนตัวปัญหาให้กลายเป็นนักสร้างความน่ารัก
เด็กหลายคนมีพฤติกรรมที่ไม่น่ารักจนถูกมองว่าเป็นเด็กไม่ดี เด็กที่ชอบสร้างปัญหา และทำให้คุณพ่อคุณแม่มักใช้คำพูดเชิงลบกับลูกเสมอ แต่เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกอย่างสร้างสรรค์ คุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนการใช้คำพูดหรือพูดถึงลูกด้วยถ้อยคำเชิงตำหนิ เช่น เด็กจอมดื้อหรือเจ้าตัวปัญหา เป็นคำพูดที่แสดงถึงความรักและความเข้าใจที่มีต่อลูกจะดีกว่า
Melanie Wilson นักจิตวิทยา แนะนำวิธีสร้างแรงจูงใจให้ลูกเป็นเด็กใจดี ในแบบฉบับของคุณแม่ที่มีลูก 6 คน ด้วยการให้ทุกคนในครอบครัวล้อมวง เล่าเรื่องที่น่ารักของเด็กๆ ในวันเกิดของลูกแต่ละคน เพื่อให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นที่รักและเป็นเด็กดีในสายตาคนอื่นต่อไป
Eileen Kennedy-Moore นักเขียนและนักจิตวิทยาคลินิกในเมืองพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ แนะนำวิธีการใช้ ‘สมุดบันทึกความดี’ เพื่อสร้างมุมมองเชิงบวกให้กับลูก ลดปัญหาพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก ด้วยการเขียนและสิ่งดีๆ ที่ลูกทำ เขียนความคิดเห็นจากคุณพ่อคุณแม่ และเขียนผลกระทบต่อผู้อื่นในเชิงบวก
สมุดบันทึกเล่มนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสิ่งดีๆ ที่ลูกทำ และยังทำให้ลูกเป็นนักสะสมความดี สู่การเป็นนักสร้างความน่ารักให้ตัวเองและผู้อื่น ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ชื่นใจในระยะยาว
แล้วคุณพ่อคุณแม่คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้... ถ้าลูกทำผิดในที่สาธารณะ คุณพ่อคุณแม่จะรีบปกป้องลูกก่อน หรือสอนให้รับผิดชอบก่อน? มาแชร์กันได้นะคะ 💬
📍ลิงก์อ่านบทความฉบับเต็มในคอมเมนต์
📍ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M

▶︎ 7 โมเมนต์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่ช่วยสร้างความเห็นอกเห็นใจให้กับลูกได้ความเห็นอกเห็นใจเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ช่วยให้...
28/04/2026

▶︎ 7 โมเมนต์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่ช่วยสร้างความเห็นอกเห็นใจให้กับลูกได้
ความเห็นอกเห็นใจเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ช่วยให้ลูกเป็นคนที่สามารถเข้าใจตัวเองและคนอื่น เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างอ่อนโยน สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี รับมือและจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
การ สอนลูกให้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่จำเป็นต้องมีวิธีการที่ซับซ้อนหรือเตรียมอะไรเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ใช้ช่วงเวลาธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถช่วยให้ลูกมองเห็น เข้าใจ และเลือกแสดงความใส่ใจต่อผู้อื่นมากขึ้นในแบบของตัวเองได้
หากคุณพ่อคุณพ่อคุณแม่อยาก สอนลูกให้มีความเห็นอกเห็นใจ สิ่งสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่คิดว่าจะสอนหรือบอกลูกยังไง แต่คือการสอนให้ลูกมองเห็นช่วงเวลาเล็กๆ หรือรายละเอียดที่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ ได้อย่างไรมากกว่า เพราะความจริงแล้วเพียงแค่ใช้ช่วงเวลาธรรมดาในชีวิตประจำวัน ก็สามารถช่วยให้ลูกมองเห็น เข้าใจ และเลือกแสดงความใส่ใจต่อผู้อื่นมากขึ้นในแบบของตัวเองได้เช่นกัน
📍ลิงก์อ่านบทความฉบับเต็มในคอมเมนต์
📍ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M


#สอนลูกให้มีความเห็นอกเห็นใจ

27/04/2026

▶︎ เลี้ยงลูกให้อารมณ์ดี แม้ในวันที่ไม่มีความสุข...

27/04/2026

▶︎ 5 เทคนิคดีๆ สอนลูกให้เป็นเด็กมีมารยาท แบบไม่ต้องดุ ไม่ต้องบังคับ

► งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องเลี้ยง วิธีบริหารชีวิตฉบับพ่อแม่มนุษย์ทำงานที่ไม่อยากพลาดช่วงเวลาของลูกการเป็น Working Parent คือ...
27/04/2026

► งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องเลี้ยง วิธีบริหารชีวิตฉบับพ่อแม่มนุษย์ทำงานที่ไม่อยากพลาดช่วงเวลาของลูก
การเป็น Working Parent คือการแบกรับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ทั้งในบทบาทพ่อแม่และมืออาชีพในที่ทำงาน ท่ามกลางค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและภาระหน้าที่ที่รัดตัว การสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สามารถจัดการได้ด้วยการวางแผนที่ชาญฉลาดและการดูแลใจตัวเองไปพร้อมกัน
หัวใจสำคัญเริ่มต้นที่การ จัดลำดับความสำคัญ โดยแยกแยะความเร่งด่วนและสิ่งสำคัญออกจากกันเพื่อบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่วันทำงานอาจมีภาระรัดตัว คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับ วันหยุดซึ่งเป็น Golden Hour ของลูก วางมือจากงานเพื่อมอบเวลาที่มีคุณภาพให้แก่กัน เป็นการทดแทนช่วงเวลาที่ขาดหายไปได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การ ทำปฏิทินครอบครัว ยังเป็นเครื่องมือช่วยย้ำเตือนไม่ให้ธุระส่วนตัวหรือเรื่องงานเข้ามาเบียดบังวันสำคัญของคนในบ้าน
สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือการ เคารพเวลาพักผ่อนของตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ควรระลึกเสมอว่าเราไม่ใช่ยอดมนุษย์ การพักผ่อนที่เพียงพอคือรางวัลและเชื้อเพลิงสำคัญที่จะทำให้เรามีแรงดูแลลูกและทำงานต่อได้อย่างยั่งยืน และสุดท้าย อย่าเก็บความเครียดไว้คนเดียว การหาพื้นที่ระบายหรือพูดคุยปรับทุกข์กับคู่ชีวิตจะช่วยกำจัดสารพิษทางอารมณ์ก่อนที่จะกลายเป็นความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและบรรยากาศในครอบครัว การประคับประคองทั้งงานและลูกจึงต้องอาศัยทั้งระเบียบวินัยและความเข้าใจในขีดจำกัดของตนเอง
📍ลิงก์อ่านบทความฉบับเต็มในคอมเมนต์
📍ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M

ที่อยู่

Banlue Publications 955
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ M.O.Mผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง M.O.M:

แชร์