16/10/2019
(รอดชีวิต) กลับมาเล่าแล้วค่า
“ภูบักได ใครๆก็เที่ยว แต่ไม่ใช่ใครก็ไปได้ แต่ต้องเป็นคนรักการผจญภัยในระดับหนึ่ง”
“วิวสวย อากาศดี และเหนื่อยมาก”
เมื่อหยุดยาวที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเดินป่าที่ “ภูบักได” จังหวัดเลยมา บอกเลยว่าตอนแรกก็คิดแหละว่ามันต้องเหนื่อย แต่ไม่คิดว่าจะเหนื่อยโคตรรรรรรรร เหนื่อยมากกกกก เหนื่อยเอี้ยๆ ขนาดนี้ ใครบอกภูกระดึงเหนื่อยแล้ว อันนี้คือเหนื่อยมากกว่า จนต้องถามตัวเองว่า “ฉันมาทำอะไรที่นี่”
⏰ เราเริ่มเดินทางออกจากกทม.ด้วยรถตู้ตอนประมาณตี 2 เพื่อให้ไปถึงจุดจอดรถ ที่บ้านกำนันเชิดอำเภอภูเรือ จังหวัดเลยประมาณ 11 โมง ก่อนจะถึงเราก็แวะตลาดเพื่อซื้อของสด หรืออาหารเพื่อเอาไปกินบนภู เราซื้อหมูสดกันประมาณ 2 กิโลฯ น้ำเปล่า 3 แพ็ค ขนมกรุบกรอบ โจ๊กคัพ มาม่าคัพฯ ซื้อเสร็จก็เดินทางไปที่จุดจอดรถ
🚌 เมื่อถึงที่จอดรถเราก็ลงไปติดต่อตามที่พี่บ๊วยติดต่อไว้ (ต้องจองล่วงหน้า ติดต่อได้ที่เบอร์ 087-866-2648, 095-701-3139) ไปบอกเค้าว่าเรามาแล้วนะ สัมภาระเรามีแค่ไหน แล้วเค้าก็จะให้เราเขียนชื่อ เขียนข้อมูลส่วนตัวเพื่อทำประกันไว้ให้ จากนั้นก็เช่าเต้นท์ เช่าถุงนอน ราคาเต้นท์สำหรับ 2 คน หลังละ 100 บาท ถุงนอนอันละ 50 บาท พอพี่เค้าเห็นของที่เราเตรียมขึ้นเค้าถึงกับอุทานว่า “โอ้โห ของเยอะมาก” เราต้องแบกขึ้นไปเองนะ เอาแต่ที่จำเป็นดีกว่า เพราะพี่ไกด์ช่วยได้นิดหน่อยเท่านั้น ดังนั้นเลยเหลือแค่น้ำคนละ 1 ขวดใหญ่แล้วก็เป้คนละ 1 ใบ ที่พี่ไกด์ช่วยก็จะมีเนื้อหมู ผัก ขนม และน้ำอีก 3 ขวด จากนั้นก็เอาของขึ้นรถแต๊กเตรียมตัวเดินทาง
🚌 ก่อนขึ้นรถแต๊กเราก็ต้องใส่ถุงเท้ากันทากก่อน เพราะเค้าบอกว่าตอนนี้น้องเยอะมากเพราะเป็นหน้าฝน พอใส่แล้วมันก็จะแน่นๆ เดินลื่นๆหน่อยๆ แต่ก็ทนได้ แล้วเราก็ขึ้นไปนั่งบนรถแต๊ก (ค่ารถคันละ 3,000 บาท เราไปกัน 6 คน เลยได้คันใหญ่) นั่งรถเข้าไปประมาณ 2 ชั่วโมง ผ่านสวนยาง กาแฟ แก้วมังกร ข้าว บลาๆ รถคือกระแทกมากกกกก มีบางครั้งต้องลงเดินเพราะรถติดหล่ม ดินแฉะ พี่ไกด์ต้องลงเอาจอบมาขุดดินก่อนจะขึ้นได้
⛰ พอถึงที่จอดเราก็ต้องเดินขึ้นเขาไป เป็นทางชันเค้าบอกประมาณ 300 เมตร แต่นี่ว่าเกิน คือมันร้อนและเหนื่อยมาก เขาคือเขาจริง ๆ มีทางเดินเลนเดียว ต้องเดินเรียงเดี่ยวขึ้นไป ตลอดทางมีแต่ต้นไม้ ใบหญ้า เดินมาได้สักพักก็จะเจอกับทางราบเราหยุดพักทานข้าวเที่ยงกันที่นี่ จากนั้นก็เดินต่อ ตรงทางราบนี่แหละน้องทากเยอะมากๆ มีอึน้องวัว น้องควายด้วย กระจัดกระจายตามทาง ดินที่เดินคือดินเละๆ เปียกๆ เราเดินกันแบบไม่รู้จุดหมายว่ามันจะจบตรงไหน เลยถามตัวเองว่า “ทำไมเดินมาเนิ่นนานไม่ถึงซักที ทำไมมองดูเส้นทางเหมือนยาวออกไป” แต่ไม่ได้คำตอบนะ 55555 พอผ่านตรงอึน้องวัวมาได้ ก็จะเป็นการเดินเลาะริมผา เป็นริมผาแบบจริงจัง ถ้าตกก็นะ บั้ยเลย พอผ่านริมผามาก็จะเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา(คิดเอง) เป็นทุ่งโล่งราบ เราต้องเดินผ่านเพื่อไปขึ้นเขาอีกลูก น้องแพมบอกว่า ตรงนี้เราเดินเหมือนใน The Lord of the rings เลย พอผ่านตรงนี้ไปได้เราก็ใกล้ถึงที่กางเต้นท์ละ เดินต่ออีกนิดเราก็จะเจอ “ผาหลอกลวง” ไฮไลท์ของภูบักได
⛺️ พอถึงที่กางเต้นท์ พี่ไกด์ก็จะไปตักน้ำที่น้ำตกมาให้เราไว้ใช้ล้างนู้นนี่ เราก็นั่งพัก ถ่ายรูป รอกางเต้นท์ ทริปนี้เราไปกัน 6 คน กาง 3 เต้นท์ และมีกรุ๊ปอื่นอีก 4 คน รวมเป็น 10 คน ตอนแรกจะเข้าไปกางเต้นท์ไกลจากหน้าผา แต่ทากเยอะ บวกกับไกลเพื่อน เราเลยกางกันตรงแถวริมผา อ้ออ! ตอนแรกกางเต้นท์กันไม่เป็นด้วยย ต้องให้พี่ไกด์มาสอน พอประมาณ 6 โมงก็เริ่มเตรียมตัวทำอาหาร พี่เค้าก็จะไปหาฟืนมาให้ มาก่อกองไฟเหมือนหนังอาฉลองเลย แต่คือมันไม่ได้ง่ายเหมือนในหนัง จากสุกี้เลยได้กินแค่ต้มจืดวุ้นเส้นหมู ใส่ลูกชิ้น ผักกาดขาว พอกินเสร็จก็เข้านอน อากาศเย็นมากกกกกกกกก ลืมบอกไปว่าข้างบนนี้ไม่มีอะไรเลย มีแต่ลานโล่งๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าห้องน้ำต้องเดินไปตรงซอกหิน เพราะถ้าไปที่หญ้าธรรมดา อาจเจอน้องทากได้ นอนไปได้ซักพักก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องและตามมาด้วยฝนตก เต้นท์เปียก นอนกลางน้ำจ้า แต่ลืมตาไม่ขึ้นได้แต่คิดว่าพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน แต่นอนไม่หลับเพราะปวดฉี่มากกกกกกกก ต้องกลั้นใจออกจากเต้นท์ตอนตี 5 เดินไปฉี่คนเดียวกลางลานกว้าง (ขอโทษเจ้าป่าเจ้าเขาโด้ยเด้อขร่ะ)
🌀 จากนั้นพอเช้าเราก็รีบตื่นขึ้นมาดูทะเลหมอก แปรงฟัน เก็บของ เตรียมเดินลง เนื่องจากเมื่อคืนฝนตกทางลงจึง เละ! มาก! มาก! ลื่นสุดๆ ทากยั้วเยี้ยแบบขนลุก เยอะแบบตอนแรกกลัว ตอนหลังคุ้นชิน ใช้มือเปล่าดึงได้ เราเดินกลับมาทางเดิมเรื่อยๆ ในใจคิดอยากให้ไกด์มาเฉลยว่ามีทางลัดนะ แต่...ไม่มี ล้มเยอะมาก ก้นบั๊มจนชิน เดินไปเดินมาเริ่มเอะใจ ทำไมตรงนี้ป่ารก และใช่ค่ะ! หลง เดินผิด ทางเดินอยู่ด้านล่าง คนที่อยู่ข้างล่างตะโกนบอกให้ลงมาเดินตรงทาง แต่มึ้งงงงง มันไม่มีทางลง เราเลยให้พี่บ๊วยฮีโร่ของน้องนำทาง เปิดทางใหม่จากนั้นน้องก็สไลด์ก้อนลงเพื่อเปิดทางนั้นต่อ มาป๊ะกับคนเดินขึ้นมาพอดี เค้าถามว่า “เอ๊า! มาจากไหนล่ะนั่น” และสุดท้ายเราก็ถึงจุดจอดรถแต๊กพอดี รีบดื่มน้ำและถอดรองเท้า พบว่าเล็บห้อเลือดไป 4 เล็บ
🍃 ตลอดทางที่นั่งรถแต๊กกลับ ทุกคนนั่งเงียบ อึน หมดแรง นี่ได้แต่ถามตัวเองในใจว่า “กูทำได้ยังไงวะ?” และตลอดทางลงก็จะเจอคนที่ขึ้นสวนไป หน้าตายิ้มแย้ม ดูแอคทีฟ มึคนถามว่าเป็นยังไงบ้างคะ ทุกคนได้แต่ยืมและตอบว่า “หนีไป”, “กลับยังทันนะ” 55555555555555555555555
ตอนนี้กลับมาได้ 4 วันละ ยังถามตัวเองอยู่เลยว่าขึ้น-ลงไปได้ยังไงวะ! แล้วก็นึกถึงประโยคว่า “เรามีศักยภาพที่จะทำอะไรต่างๆก็ได้ และมีมากกว่าที่เราคิดเสมอ” แต่บางทีเก็บๆไว้ก็ไม่แย่มั้ง เหน่ยยย 555555
ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ผู้ร่วมทางทุกคนที่ช่วยกันดึง ผลัก ดัน ให้ขึ้นและลงมาตลอดทาง และขอโทษที่ทำให้หนื่อยเพิ่ม ขอแก้ตัวใหม่ในทริปหน้านะคะ 🥰