24Hightstreet ศนย์รวมสินค้าแบรนด์เนม นาฬิกา กระเป๋า แว่นตา เครื่องประดับ น้ำหอม
มีให้คุณเลือกมากมาย ของแท้ชัวร์!!
(1)

สายนาฬิกาแบบไหนเหมากับคนผิวแพ้ง่าย?สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย การเลือกสายนาฬิกาที่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้แนะนำเป็น...
07/08/2024

สายนาฬิกาแบบไหนเหมากับคนผิวแพ้ง่าย?

สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย การเลือกสายนาฬิกาที่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้
แนะนำเป็นพวกสายนาฬิการับเบอร์ และ สายนาฬิกาไนลอน

สายนาฬิการับเบอร์, สายยาง และ สายซิลิโคน

สายพวกนี้จะมีความอ่อนนุ่มและไม่ค่อยทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนัง
แถมยังทนต่อน้ำและเหงื่อ จึงเหมาะกับคนที่มีผิวแพ้ง่าย

สายนาฬิกาไนลอน หรือสายผ้านาโต้

สายนาฬิกาพวกนี้ จะมีความเบาและระบายอากาศได้ดี
ที่สำคัญลดโอกาสการเกิดความอับชื้นและการระคายเคืองที่ผิว

#นาฬิกา #นาฬิกาข้อมือ #สายนาฬิกา #สาระ

นาฬิกาต้อนรับสองซูเปอร์ฮีโร่ตัวตึงสุดเกรียน กับCITIZEN MARVEL™ ECO-DRIVE HERE COME DEADPOOL & WOLVERINE หลายคนอาจจะทราบก...
07/08/2024

นาฬิกาต้อนรับสองซูเปอร์ฮีโร่ตัวตึงสุดเกรียน กับ
CITIZEN MARVEL™ ECO-DRIVE HERE COME DEADPOOL & WOLVERINE

หลายคนอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า Citizen ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นพันธมิตรกับ ‘Marvel™’

และในโอกาสที่ภาพยนตร์ ‘Deadpool & Wolverine’ (เดดพูล แอนด์ วูล์ฟเวอรีน) กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ Citizen สหรัฐอเมริกาจึงเปิดตัวเรือนเวลาต้อนรับซูเปอร์ฮีโร่สายพันธุ์อมตะทั้ง 2

กับ Eco-Drive Here Come Deadpool (อีโคไดรฟ์ เฮียร์ คัม เดดพูล) และ Eco-Drive Wolverine มาให้แฟนภาพยนตร์ ‘Marvel™’ รวมถึงคนรักนาฬิกา Citizen ได้สะสมกัน

Eco-Drive Here Come Deadpool นาฬิกาตัวแทนของพระเอกตัวดำเนินเรื่อง มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลที่ผ่านการเคลือบไอออนจนเป็นสีดำ ขนาด 42.0 มิลลิเมตร กันน้ำได้ 100 เมตร พร้อมด้วยฝาหลังแบบทึบที่ผลิตจากสเตนเลสสตีลไม่ผ่านการเคลือบสี สลักสัญลักษณ์ประจำตัวของ ‘Deadpool’

พร้อมตัว ‘Deadpool’ ในท่านอนเอกเขนก ซึ่งเป็นท่ายียวนประจำตัว บนตัวอักษรชื่อ ‘Deadpool’ โดยมีโลโก้ ‘Marvel™’ สลักอยู่เบื้องล่าง หน้าปัดใช้สีดำ ตัดด้วยวงแหวนสีแดงรอบขอบ ตกแต่งแทร็คเวลาสีขาวและข้อความ ‘Merc with a Mouth’ (เมิร์ค วิธ อะ เมาท์) ซึ่งเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของ ‘Deadpool’ มีความหมายแสลงว่า ‘ทหารรับจ้างบ้าน้ำลาย’ โดยมีหลักชั่วโมงและตัวเลขบอกเวลาดีไซน์พิเศษสีขาว และมีหัวของ ‘Wade Wilson’ (เวด วิลสัน) สวมหน้ากาก ‘Deadpool’ กำลังห้อยหัวจ้องมองอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ร่วมด้วยการแสดงวันและวันที่ภายในช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าพาดยาวอยู่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา นอกจากนี้ก็ยังเคลือบสารเรืองแสงบนหลักชั่วโมง เข็ม แทร็คเวลา ข้อความ ‘Merc with a Mouth’ รวมถึงดวงตาของ ‘Deadpool’ ซึ่งจะเรืองแสงเป็นสีเขียวระเรื่อในความมืด ประกอบกับสายหนังสีดำที่เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีแดง สะท้อนถึงสีชุดของตัวละคร

Eco-Drive Wolverine จัดมาในบุคลิกสปอร์ตที่ดุดันกว่า โดดเด่นด้วยตัวเรือนขนาดใหญ่ถึง 43.0 มิลลิเมตร ในดีไซน์บึกบึนและทรงพลัง พร้อมบ่าป้องกันเม็ดมะยม โดยสร้างสรรค์จากสเตนเลสสสตีลเคลือบไอออนเป็นสีดำเช่นเดียวกัน สามารถกันน้ำได้ 100 เมตร ฝาหลังเป็นแผ่นสเตนเลสสตีลสีเงินสลักข้อความ ‘Snikt !’ (สนิกต์ !) สื่อถึงเสียงของกงเล็บอดาแมนเทียมที่พุ่งออกมาจากมือของ ‘Wolverine’ คู่เคียงไปกับโลโก้ ‘Marvel™’ ที่ประดับอยู่ทางด้านล่าง หน้าปัดจัดมาในคู่สีน้ำเงิน-เหลือง โดยมีพื้นหลักเป็นสีน้ำเงินผิวเกรน และมีวงแหวนขอบหน้าปัดเป็นสีเหลือง และมีกงเล็บอดาแมนเทียมของ ‘Wolverine’ พุ่งทะลุกรอบวงแหวนบริเวณ 4-5 นาฬิกา จนเศษกระจัดกระจาย พร้อมกับฝากรอยเล็บครูดบนผิวหน้าปัดเป็นทางยาว แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม

โดยมีเข็มวินาทีเป็นทรงลูกศรสีเหลือง ติดตั้งหลักชั่วโมงทรงลิ่มสำหรับกำกับเวลา พร้อมด้วยสัญลักษณ์ประจำทีม ‘X-Men’ ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา แสดงวันที่ภายในช่องหน้าต่างที่ 3 นาฬิกา โดยมีสารเรืองแสงที่เคลือบลงบนเข็มทั้ง 3 บนสัญลักษณ์ ‘X-Men’ รวมถึงบนลายกงเล็กและลายครูด ประกอบกับสายสเตนเลสสตีลเคลือบไอออนสีดำ จำหน่ายในรูปแบบ ‘Box Set’ (บ็อกซ์ เซต) คู่กับเหรียญรูป ‘Wolverine’ ในเวอร์ชั่นคอมิกส์ ซึ่งเพิ่มลูกเล่นด้วยการเคลือบสารเรืองแสงลงบนลายกงเล็บ

ทำงานโดยใช้ขุมพลังงานแสงของเทคโนโลยี ‘Eco-Drive’ ซึ่งจะแปรสภาพแสงทั้งแสงจากธรรมชาติ รวมถึงแสงสังเคราะห์ ให้กลายเป็นพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่

สำหรับ Eco-Drive Here Come Deadpool มีราคาเพียง 350 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12,600 บาท

ส่วน Eco-Drive Wolverine ตั้งราคาเอาไว้ที่ 425 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 15,600 บาทเท่านั้น

#นาฬิกา #นาฬิกาข้อมือ #นาฬิกาผู้ชาย

พรายน้ำในนาฬิกาคืออะไร พรายน้ำ หรือ สารเรืองแสงที่ใช้เพื่อช่วยให้สามารถมองเห็นเวลาในที่มืดหรือสภาพแสงน้อยโดยสารเรืองแสงน...
06/08/2024

พรายน้ำในนาฬิกาคืออะไร

พรายน้ำ หรือ สารเรืองแสงที่ใช้เพื่อช่วยให้สามารถมองเห็นเวลาในที่มืดหรือสภาพแสงน้อย

โดยสารเรืองแสงนี้จะถูกเคลือบหรือทาบนหน้าปัด ตัวเลข และเข็มของนาฬิกาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนแม้ในที่มืด

สารเรืองแสงเหล่านี้จะดูดซับแสงจากแหล่งกำเนิดแสงต่างๆ เช่น แสงอาทิตย์ หรือแสงไฟ แล้วปล่อยแสงออกมาอย่างช้าๆ เมื่ออยู่ในที่มืด

#นาฬิกา #นาฬิกาข้อมือ #สาระน่ารู้ #ความรู้

โอลิมปิก 2024 ที่ปารีสกำลังดุเดือด🔥รู้หรือไม่ว่า แบรนด์นาฬิกาผู้จับเวลาการแข่งขันอย่างเป็นทางการ อย่างOMEGA ก็ได้ออกนาฬิ...
06/08/2024

โอลิมปิก 2024 ที่ปารีสกำลังดุเดือด🔥

รู้หรือไม่ว่า แบรนด์นาฬิกาผู้จับเวลาการแข่งขันอย่างเป็นทางการ อย่าง
OMEGA
ก็ได้ออกนาฬิกาสุดพิเศษอีก 1 รุ่น
ในฐานะเรือนที่ระลึกสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้อีกด้วย กับ

OMEGA PARIS 2024 BRONZE GOLD EDITION

โดยนำแรงบันดาลใจของเหรียญรางวัล ทอง เงิน และบรอนซ์ มาเป็นธีมสีในการสร้างสรรค์บนเรือนร่างสไตล์คลาสสิกแนววินเทจน่าประทับใจ

ในชื่อรุ่น Paris 2024 Bronze Gold Edition (ปารีส 2024 บรอนซ์ โกลด์ เอดิชั่น)
ซึ่งบรรจุไว้ในกลุ่มนาฬิกาคอลเลกชั่น ‘Specialities’ (สเปเชียลิตีส์)
อันหมายถึงนาฬิการุ่นพิเศษ

มาในร่างเรือนขนาด 39.0 มิลลิเมตร ที่สร้างขึ้นจากบรอนซ์โกลด์ อันเป็นโลหะผสมสูตรเฉพาะของ Omega โดยมีส่วนผสมหลักเป็นทอง 37.5% ซึ่งก็คือ 9K ร่วมกับพัลลาเดียมและซิลเวอร์ เกิดเป็นสีออกชมพูในโทนอ่อนโยน ซึ่งเป็นสีที่อยู่ระหว่างทอง ‘Moonshine’ (มูนไชน์) 18K กับทอง ‘Sedna’ (เซดนา) 18K และมีคุณสมบัติทนทานต่อการกัดกร่อนและไม่เกิดการออกซิเดชั่นเป็นคราบสีเขียวน้ำเงิน แต่จะค่อยๆ เผยร่องรอยจากกาลเวลาอย่างช้าๆ โดยเกิดเป็นคราบพาทินาอย่างสวยงาม

ดีไซน์รูปทรงของนาฬิการุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Ref.CK 859 นาฬิกาคลาสสิกของ Omega เมื่อ ค.ศ. 1939 ขอบตัวเรือนถูกขัดมาอย่างเงางาม ขณะที่ตัวเรือนเป็นงานปัดลาย ส่วนสายที่ติดตั้งมานั้นเป็นหนังวัวสีน้ำตาลสไตล์ย้อนยุค โดยมีตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดเป็นบรอนซ์โกลด์ผิวพ่นทราย ร่วมกับตราสัญลักษณ์ Omega แบบวินเทจผิวนูนต่ำขัดเงา เช่นเดียวกับตราบนเม็ดมะยม ความหนาของตัวเรือนเมื่อรวมกระจกหน้าปัดคริสตัลแซพไฟร์ทรงโดมเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้ง 2 ฝั่ง และฝาหลังเข้าไปแล้วจะวัดได้ที่ 11.7 มิลลิเมตร การกันน้ำกระทำได้ที่ 30 เมตร

สำหรับฝาหลังแบบแผ่นทึบซึ่งเป็นวัสดุบรอนซ์โกลด์เช่นเดียวกับตัวเรือนนั้น ตกแต่งลายผิวฟรอสต์นูนต่ำเป็นลักษณะของเหรียญรางวัลกีฬาโอลิมปิก ‘Paris 2024’ ด้วยการปั๊มลาย โดยขัดเงาบนส่วนผิวนูนต่ำ และมีข้อความ ‘BG 859’ สลักไว้ที่ด้านบนของขอบริมผิวขัดเงา เพื่อบ่งบอกว่าเป็นวัสดุบรอนซ์โกลด์ ซึ่งตัวเลข ‘859’ นั้นใช้เพื่ออ้างอิงถึงรหัสรุ่นของนาฬิกาเรือนต้นฉบับที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ ส่วน ‘BG’ นั้นย่อมาจากวัสดุบรอนซ์โกลด์ ขณะที่ทางด้านล่างสลักข้อความ ‘Co-Axial Master Chronometer’ (โคแอ็กเซียล มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) ไว้เพื่อบ่งบอกถึงคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมของนาฬิกา

ในส่วนของหน้าปัดสีเงินนั้นถูกสร้างขึ้นจากเงินแท้ Ag925 ซึ่งมอบความสว่างเปล่งปลั่งเป็นประกายอย่างงดงาม และมีชื่อชนิดวัสดุ Ag925 บ่งบอกอยู่เหนือเข็มกลาง ตัดสีด้วยเข็มทอง ‘Sedna’ 18K ทรงดาบที่เคลือบทับด้วยบรอนซ์โกลด์ด้วยเทคนิค PVD ส่วนดีไซน์รายละเอียดบนหน้าปัดก็มีแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาใน ค.ศ. 1939 เช่นเดียวกับตัวเรือน ลายบนพื้นที่ส่วนกลางของทั้งหน้าปัดหลักและหน้าปัดย่อยคือลาย ‘Clous de Paris’ (กลูส์ เดอ ปารีส์) เพื่อสะท้อนถึงงานฝีมือของชาวฝรั่งเศส ติดตั้งด้วยหลักชั่วโมงเลขอารบิกสีเงินแต่งสีเทาเข้ม ล้อมด้วยลายขัดแนววงบริเวณพื้นหลังของสเกลนาทีและสเกลวินาทีที่พิมพ์ด้วยสีเทาเข้ม ส่วนตราสัญลักษณ์และชื่อ Omega สีเทาเข้มบนพื้นหลังสีเงินนั้นเป็นดีไซน์แบบวินเทจ

กลไกที่ใช้ในรุ่นนี้บอกเวลาด้วยเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีกลางหน้าปัด ร่วมกับเข็มวินาทีขนาดเล็ก ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้เป็น Cal.30T2 กลไกไขลานคาลิเบรอดังของ Omega ในยุคนั้น อย่างที่ใช้กับรุ่นต้นฉบับ แต่เป็น Cal.8926 กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ที่บอกเวลารูปแบบเดียวกับรุ่นต้นฉบับ แต่ใช้ระบบปล่อยจักรแบบ ‘Co-Axial’ พร้อมฟังก์ชันไทม์โซน ให้สามารถปรับเข็มชั่วโมงจังหวะละ 1 ชั่วโมง ได้เพื่อให้สะดวกในการปรับเปลี่ยนเขตเวลา และมีคุณสมบัติความเที่ยงตรง และการต้านทานสนามแม่เหล็กตามมาตรฐาน ‘Master Chronometer’ (มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) อันแสนเข้มข้นของสถาบัน ‘METAS’ (เมตาส) ซึ่งในเรื่องความเที่ยงตรงนั้นต้องผ่านการทดสอบโครโนมิเตอร์ของ COSC (ซีโอเอสซี) มาก่อน สำหรับการสำรองพลังงาน ทำได้นานถึง 72 ชั่วโมง

บรรจุมาในกล่องสีขาวที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนาฬิการุ่นนี้เป็นการเฉพาะ โดยมีตราสัญลักษณ์ ‘Paris 2024’ อยู่เคียงคู่กับตรา ‘Omega’ บนฝากล่องด้านใน

ราคาจำหน่ายถูกกำหนดไว้ที่ 443,000 บาท

#นาฬิกา #นาฬิกาข้อมือ

เข้ามา CF ในไลฟ์สดเพจ 24 hightstreet 1.SK032.SK023.ZI064.ZA065.EF056.PO237.2T03เวลา 14:00-17:00 น.ทุกวัน อังคาร-พฤหัสบดี...
30/07/2024

เข้ามา CF ในไลฟ์สดเพจ 24 hightstreet

1.SK03
2.SK02
3.ZI06
4.ZA06
5.EF05
6.PO23
7.2T03

เวลา 14:00-17:00 น.

ทุกวัน อังคาร-พฤหัสบดี และ เสาร์-อาทิตย์

#นาฬิกา #นาฬิกาข้อมือ #นาฬิกาผู้ชาย #นาฬิกาผู้หญิง #แฟชั่น

FRÉDÉRIQUE CONSTANT HIGHLIFE CHRONOGRAPH AUTOMATIC – 2 เอดิชั่นใหม่ ของเรือนสปอร์ตหรูจับเวลาราคาดีFrédérique Constant (เ...
27/06/2024

FRÉDÉRIQUE CONSTANT HIGHLIFE CHRONOGRAPH AUTOMATIC – 2 เอดิชั่นใหม่ ของเรือนสปอร์ตหรูจับเวลาราคาดี

Frédérique Constant (เฟรเดริค คองสตองท์) เปิดตัว 2 เวอร์ชั่นใหม่ ของนาฬิกาแนวสปอร์ตหรูตระกูล Highlife (ไฮไลฟ์) ในรุ่น Highlife Chronograph Automatic (ไฮไลฟ์ โครโนกราฟ ออโตเมติก) นาฬิกาพร้อมฟังก์ชันจับเวลา ในเรือนร่างเคลือบทองกุหลาบ หน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม หน้าปัดย่อยสีเงิน และเรือนร่างสเตนเลสสตีล หน้าปัดสีเงินผิวโอปอลีนที่มีหน้าปัดย่อยเป็นสีเขียวเข้ม ซึ่งเวอร์ชั่นหลังนี้เป็นการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่จำกัดจำนวนการผลิตไว้ที่ 1,888 เรือน

นี่เป็นครั้งแรกที่ Highlife Chronograph Automatic ใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบทองกุหลาบ โดยสีหน้าปัดที่เลือกใช้กับเวอร์ชั่นนี้เป็นสีน้ำเงินเข้มผิวด้านที่ดูสุขุม ตัดกับหน้าปัดย่อยแต่งลายสเนลทั้ง 3 และวงขอบหน้าปัดสีเงิน และใช้เข็มตลอดจนกรอบหน้าต่างวันที่เคลือบทองกุหลาบขัดผิวเงา รวมกันมอบสไตล์สมัยใหม่ให้กับเวอร์ชั่นนี้ โดยจับคู่มากับสายหนังวัวสีน้ำเงินเข้มแต่งลายหนังจระเข้ และฟอกผิวด้านแบบนูบัค เพื่อให้เข้ากับสีและผิวของหน้าปัด ล็อกด้วยหัวเข็มขัด และมีสายยางสีน้ำเงินเข้มมาให้สลับเปลี่ยนใช้งานอีกเส้นหนึ่ง

ส่วนเวอร์ชั่น ‘Limited Edition’ ผลิต 1,888 เรือน จะมากับตัวเรือนสเตนเลสสตีล คู่กับหน้าปัดสีเงินผิวโอปอลีนด้าน โดยมีหน้าปัดย่อยแต่งลายสเนลและวงขอบหน้าปัดเป็นสีเขียวเข้ม และใช้เข็ม หลักชั่วโมง และกรอบหน้าต่างวันที่เคลือบด้วยโรเดียมขัดผิวเงา จับคู่มากับสายหนังวัวสีเขียวเข้มแต่งลายหนังจระเข้ ฟอกผิวด้านแบบนูบัค เพื่อให้เข้ากับสีและผิวของหน้าปัด ล็อกด้วยหัวเข็มขัด โดยมีสายมาให้เลือกสลับใช้งานมาถึง 2 เส้น ด้วยกัน คือสายสเตนเลสสตีลข้อทรงอักษร ‘H’ ในดีไซน์แบบ ‘Integrated’ (อินทีเกรเตด) ที่งดงามด้วยข้อยึดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าผิวขัดเงา ขณะที่ส่วนข้อหลักเป็นผิวปัดลาย ล็อกสายด้วยบานพับ และสายยางสีเขียวเข้มพร้อมตัวล็อกหัวเข็มขัด

การทำงานเป็นหน้าที่ของกลไกอัตโนมัติ Cal.FC-391 ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง จำนวนทับทิม 26 เม็ด ที่มากับฟังก์ชันจับเวลา 12 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันวันที่ โดยสำรองพลังงานได้ถึง 60 ชั่วโมง โดยมีพื้นฐานเป็นกลไก Cal.L110 ของ ‘La Joux-Perret’ (ลา ฌูซ์แปร์แรต์) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตกลไกสัญชาติสวิสที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การครอบครองของกลุ่มบริษัท Citizen (ซิติเซน) เช่นเดียวกับ Frédérique Constant

ตำแหน่งของเข็มขนาดเล็กและวงหน้าปัดย่อยทั้ง 3 ของคาลิเบรอนี้จัดวางมาอย่างลงตัว ด้วยเลย์เอาท์แบบ 3, 6 และ 9 นาฬิกา ทำหน้าที่บอกค่าจับเวลานาที ค่าจับเวลาชั่วโมง และค่าเวลาวินาทีตามลำดับ ส่วนหน้าต่างวันที่เจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้ากรุกรอบโลหะไว้ที่ 4-5 นาฬิกา เพื่อให้การอ่านค่ากระทำได้อย่างชัดเจนง่ายดายที่สุด พื้นหน้าปัดหลักตกแต่งเป็นลายเส้นรุ้งเส้นแวง ล้อมด้วยวงขอบหน้าปัดที่มีสเกลวินาทีละเอียดสำหรับอ่านค่าจับเวลา หลักชั่วโมงแบบแท่งขนาดใหญ่เบิ้ลคู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา โดยเคลือบสารเรืองแสงสีขาวที่แนวกลางเข่นเดียวกับบนเข็มชั่วโมงกับเข็มนาที

กลไกคาลิเบรอนี้ถูกตกแต่งด้วยลาย ‘Côtes de Genève’ (โกตส์ เดอ เฌอแนฟ) บนโรเตอร์สีทองและสะพานจักร เพื่อให้ชื่นชมผ่านฝาหลังกรุคริสตัลแซพไฟร์

กลไกชุดนี้บรรจุมาในตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร ผิวปัดลายสลับขัดเงา ผนึกกระจกหน้าปัดคริสตัลแซพไฟร์บานโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อน รวมความหนาอยู่ที่ 14.22 มิลลิเมตร ซึ่งกันน้ำได้เทียบเท่า 100 เมตร สำหรับสายของนาฬิการุ่นนี้ ถูกออกแบบมาในลักษณะ ‘Integrated’ เข้ากับดีไซน์ของตัวเรือน โดยมากับระบบยึดสายที่ถอดเปลี่ยนได้อย่างสะดวกง่ายดาย

ราคาจำหน่ายของเวอร์ชั่นตัวเรือนเคลือบทองกุหลาบ กำหนดไว้ที่ 199,000 บาท ขณะที่เวอร์ชั่น ‘Limited Edition’ ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ผลิต 1,888 เรือน ถูกตั้งราคาไว้ที่ 171,000 บาท

TAG HEUER CARRERA CHRONOGRAPH X PORSCHE 963 – การเชื่อมโยงที่ลงตัวระหว่างเรือนเวลากับรถแข่งความร่วมมือระหว่างยอดรถสปอร์ต...
20/06/2024

TAG HEUER CARRERA CHRONOGRAPH X PORSCHE 963 – การเชื่อมโยงที่ลงตัวระหว่างเรือนเวลากับรถแข่ง

ความร่วมมือระหว่างยอดรถสปอร์ตและรถแข่งจากเยอรมนี Porsche (ปอร์เช) กับแบรนด์นาฬิกาสวิส TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อสานต่อความตื่นเต้นในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตระหว่าง TAG Heuer และ Porsche ที่เริ่มมาตั้งแต่หลายทศวรรษก่อนให้ดำรงอยู่ ซึ่งเรือนแห่งความร่วมมือรุ่นใหม่ Carrera Chronograph x Porsche 963 (คาร์เรรา โครโนกราฟ ครอส ปอร์เช 963) ใช้ตระกูล Carrera ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนาฬิกาสำหรับมอเตอร์สปอร์ตโดยแท้ ตั้งแต่ชื่อที่นำมาจากรายการแข่งรถยนต์ ‘Carrera Panamericana’ (คาร์เรรา แพนอเมริกานา) สมัยทศวรรษ 1950s ซึ่งบังเอิญไปพ้องกับที่มาของการตั้งชื่อรุ่นรถยนต์ของ Porsche จากที่มาเดียวกันพอดี

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน รถแข่งจาก Porsche ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน ‘Le Mans’ (เลอ มังส์) 24 ชั่วโมงมากถึง 14 ครั้ง และรถแข่งรุ่น Porsche 963 ก็ถูกพัฒนาขึ้นตามข้อบังคับของ ‘LMDh’ (Le Mans Daytona Hybrid – เลอ มังส์ เดย์โทนา ไฮบริด) โดยอัดแน่นไปด้วยความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมบนพื้นฐานมาจากรุ่น 918 Spyder (918 สไปเดอร์) โดยถึงพร้อมซึ่งคุณค่าด้านความเป็นเลิศในการออกแบบ ความทนทาน และการก้าวข้ามขีดจำกัด เช่นเดียวกับนาฬิกาแห่งความร่วมมือรุ่นนี้ กับจำนวนการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่จำกัดไว้แค่ 963 เรือน ตามชื่อรุ่นของรถแข่ง Porsche รุ่นนี้ และใช้การออกแบบโทนสีที่เชื่อมโยงกับรถแข่งของ Porsche นั่นก็คือสีขาว สีแดง และสีดำ

นอกจากบล็อกสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีขาวบนหลักชั่วโมง และสารเรืองแสงสีขาวบนเข็มชั่วโมงกับเข็มนาที และชื่อแบรนด์ Porsche บนขอบตัวเรือนที่แทรกอยู่กับสเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) สีขาวแล้ว ในความมืดจะยังเห็นบล็อกสารเรืองแสงสีขาวอยู่ที่ขีดสเกล 4 ตำแหน่ง อันเป็นตำแหน่งเดียวกับตัวเลขของสเกลจับเวลาสีขาวบนวงหน้าปัดจับเวลาชั่วโมงกับนาทีด้วย โดยสารเรืองแสงเหล่านี้จะเปล่งแสงเป็นสีฟ้าในความมืด ซึ่งทางแบรนด์บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากดีไซน์ไฟ LED ของรถสปอร์ตระดับตำนาน Porsche 911

เข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีถูกเคลือบด้วยโรเดียมและคาดด้วยแนวเส้นสีดำ ร่วมด้วยความโดดเด่นของเข็มจับเวลาเคลือบแลคเกอร์สีแดงทั้ง 3 ขณะที่เข็มวินาทีถูกเคลือบด้วยโรเดียม ทั้งหมดนี้มาพร้อมโครงหน้าปัดแบบ ‘Skeleton’ (สเกเลตัน) ในรูปแบบโครงท่อที่เคลือบ NAC ให้มีสีเทาเข้ม ซึ่งการออกแบบมีที่มาจากโครงสร้างแบบท่อของรถแข่ง มองเห็นบางส่วนของกลไกภายใน และแบ่งวงหน้าปัดย่อยทั้ง 3 อย่างชัดเจนด้วยพื้นหลังแบบทึบสีดำล้อมด้วยเส้นโครงเป็นวงแหวน โดยมีสเกลจับเวลาและสเกลวินาทีสีขาว ทั้งหมดล้อมด้วยวงขอบหน้าปัดสีดำสเกลขาว เว้นแต่แถบหลักชั่วโมงที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ที่ใช้สีแดง ซึ่งเพิ่มเสน่ห์ให้นาฬิกาอยู่ไม่น้อย แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ ก็ตาม

ขอบตัวเรือนสีดำของรุ่นนี้ทำขึ้นจากคาร์บอน อันเป็นวัสดุน้ำหนักเบาที่ใช้กับรถแข่ง ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ปรากฏการเชื่อมโยงของนาฬิกากับรถแข่ง ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลผิวปัดลายขนาด 44.0 มิลลิเมตร ผนึกกระจกหน้าปัดคริสตัลแซพไฟร์ทรงโดมเคลือบสารกันแสงสะท้อน รวมความหนาของตัวเรือนได้ 15.1 มิลลิเมตร กันน้ำได้ 100 เมตร ฝั่งซ้ายของตัวเรือนมีข้อความสลักนูนสีเงินเป็นชื่อแบรนด์ Porsche จนเกือบเต็มพื้นที่ โดยมีพื้นหลังแต่งผิวเกรนทำสีดำด้วยเทคนิค PVD ที่ยุบจมเข้าไปในตัวเรือน สำหรับฝั่งด้านขวาก็ยุบจมเข้าไป และเป็นผิวเกรนทำสีดำด้วยเทคนิค PVD เช่นเดียวกับฝั่งด้านซ้าย เข้ากับสีดำที่เคลือบด้วยเทคนิค DLC ผิวขัดเงาของเม็ดมะยมและปุ่มกด โดยด้านข้างของเม็ดมะยมจะมีเส้นวงแหวนเป็นสตีลสีเงินผิวพ่นทรายคาดเอาไว้

ตัวเรือนนี้มาพร้อมสายยางสีดำที่ติดตั้งประสานเข้ากับตัวเรือนแบบ ‘Integrated’ (อินทีเกรเตด) ที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบลักษณะของสายมาจากช่องอากาศเข้าที่มักพบเห็นในรถแข่ง Porsche และมีชิ้นข้อต่อติดกับตัวเรือนเป็นสตีล โดยฝั่งด้านล่างถูกสลักร่องเป็นชื่อรุ่น 963 ด้วย สายนี้รัดล็อกกับข้อมืออย่างมั่นคงด้วยบานพับสเตนเลสสตีลขัดเงา ปลดล็อกด้วยปุ่มกดคู่

เครื่องที่ใช้กับรุ่นนี้เป็นกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง Cal.TH20-00 อันเป็นกลไกที่มาพร้อมฟังก์ชันจับเวลา 12 ชั่วโมง ควบคุมด้วย ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) ร่วมกับคลัตช์แนวตั้ง พร้อมฟังก์ชันวันที่ซึ่งบอกด้วยวงโครงตัวเลขสีดำบนพื้นหลังเคลือบสารเรืองแสงสีขาว ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดเอาไว้ภายในวงหน้าปัดวินาที และเมื่อพลิกมาทางด้านหลังแล้วมองผ่านฝาหลังกรุคริสตัลแซพไฟร์เข้าไปก็จะแลเห็น ‘Column-wheel’ ที่ถูกเคลือบด้วยสีแดงเข้ากับธีมสีในภาพรวม และโรเตอร์เคลือบสีดำที่ฉลุโปร่งเป็นทรงพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน ของ Porsche ร่วมด้วยข้อความชื่อแบรนด์ TAG Heuer และ Porsche ลงสีแดง ขอบฝาหลังสลักข้อความ ‘Limited Edition’ และหมายเลขประจำเรือน ‘###/963’ ไว้ด้วย

TAG Heuer Carrera Chronograph x Porsche 963 มาพร้อมกล่องบรรจุสีดำตัดสีแดงที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับรุ่นนี้เป็นการเฉพาะ พร้อมกระเป๋าใส่นาฬิกาหนังสีดำเย็บด้ายสีแดง ราคาจำหน่ายถูกตั้งไว้ที่ 356,500 บาท

TAG HEUER AQUARACER PROFESSIONAL 300 DATE & GMT – เจเนอเรชั่นล่าสุดของเรือนดำน้ำตระกูลดังTAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ปรับโฉ...
13/06/2024

TAG HEUER AQUARACER PROFESSIONAL 300 DATE & GMT – เจเนอเรชั่นล่าสุดของเรือนดำน้ำตระกูลดัง

TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ปรับโฉมขึ้นเจเนอเรชั่นใหม่ให้กับ 2 รุ่น จากคอลเลกชั่น Aquaracer (อควาเรเซอร์) นาฬิกาดำน้ำตระกูลดัง ได้แก่รุ่น Aquaracer Professional 300 Date (อควาเรเซอร์ โปรเฟสชันแนล 300 เดท) และ Aquaracer Professional 300 GMT (อควาเรเซอร์ โปรเฟสชันแนล 300 จีเอ็มที) ด้วยลายหน้าปัดใหม่ที่สลวยสวยงาม ทรงเสน่ห์ และมีลักษณะเฉพาะตัวกว่าแต่ก่อน โดยมากับความสามารถในการกันน้ำถึง 300 เมตร ของตัวเรือนที่มีขนาดย่อมลงมาเล็กน้อย และใช้กลไกตระกูลใหม่ที่สำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนยังคงเป็นแบบหลายเหลี่ยมที่มีด้านบนแป็นเซรามิกสีต่างๆ อันเป็นรูปลักษณ์เด่นของ Aquaracer เรือนดำน้ำ 300 เมตร เจเนอเรชั่นก่อน โดยมาพร้อมสเกล 60 นาที สำหรับกำหนดเวลาอยู่ใต้น้ำซึ่งหมุนได้ทิศทางเดียวในรุ่น Aquaracer Professional 300 Date และวงขอบตัวเรือนพร้อมสเกล 24 ชั่วโมง ซึ่งหมุนได้ 2 ทิศทาง ของ Aquracer Professional 300 GMT ร่วมด้วยเม็ดมะยมชนิดขันเกลียว ส่วนฝาหลังที่ล็อกด้วยเกลียวนั้นเป็นแบบแผ่นทึบ ตกแต่งด้วยภาพสลักรูปหมวกดำน้ำที่มีพื้นหลังเป็นลายหกเหลี่ยมขนาดเล็กปูต่อกันเป็นแพอย่างสวยงาม และไม่ว่าจะเป็นสายชนิดใดก็ใช้ตัวล็อกนิรภัยแบบบานพับที่ปลดล็อกด้วยปุ่มกดคู่ และตัวปรับเลื่อนระดับความยาวสายเช่นเดียวกัน

สารเรืองแสงสีขาวที่เคลือบมาอย่างเต็มที่นั้นเปล่งแสงด้วยสีต่างกัน คือสำหรับรุ่น Date จะเปล่งแสงสีเขียวที่หลักชั่วโมงกับเข็มชั่วโมง และสีฟ้าที่เข็มนาที เข็มวินาที และเส้นสามเหลี่ยมบนขอบตัวเรือน ขณะที่รุ่น GMT จะเปล่งแสงเขียวที่หลักชั่วโมงกับเข็มชั่วโมง นาที วินาที และเปล่งแสงสีฟ้าที่เข็ม 24 ชั่วโมง กับเส้นสามเหลี่ยมบนขอบตัวเรือน เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีเป็นทรงดาบที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้อ่านค่าเวลาได้ง่าย ลายบนหน้าปัดถูกตกแต่งมาอย่างสวยงามในลักษณะของคลื่นน้ำที่มีมิติ ซึ่งช่วยเพิ่มลักษณะเฉพาะตัวให้กับนาฬิกาทั้ง 2 รุ่นนี้

ขนาดตัวเรือนถูกปรับใหม่ให้เล็กลงเล็กน้อย จากโฉมก่อนที่ใช้ขนาด 43.0 มิลลิเมตร มาเป็น 42.0 มิลลิเมตร ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลผิวปัดลายที่ด้านหน้า และขัดเงาบริเวณแนวปาด ส่วนสายที่เป็นสเตนเลสสตีลแบบ 3 แถว จะปัดลายที่ฝั่งด้านหน้าและขัดเงาที่บริเวณด้านข้าง และหากเป็นสายยางจะเป็นแบบ 3 แถว ที่แนวกลางตกแต่งผิวให้เป็นลายเกรน กระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน พร้อมเลนส์ทรงกลมสำหรับขยายวันที่ เหนือช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยม ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

สำหรับกลไกที่ใช้นั้น เปลี่ยนมาเป็นตระกูล TH31 ที่ TAG Heuer ร่วมสร้างกับ ‘AMT’ (เอเอ็มที) อันเป็นโรงงานผลิตกลไกในเครือของ ‘Sellita’ (เซลลิตา) ซึ่งเน้นการผลิตกลไกระดับไฮเอนด์ ในลักษณะของงานผลิตแบบกึ่งสั่งทำให้กับแบรนด์ต่างๆ มิใช่กลไกระดับธรรมดาของ ‘Sellita’ เหมือนเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้

เวอร์ชั่นของรุ่น Date เปิดตัวมา 3 สี คือขอบตัวเรือนและหน้าปัดสีดำ คู่เข็มวินาทีสีฟ้า ขอบสีน้ำเงินคู่เข็มวินาทีสีส้ม และขอบสีเขียวเข้มคู่เข็มวินาทีสีเหลือง ส่วนเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีและหลักชั่วโมงที่เป็นทรงแปดเหลี่ยมของทุกเวอร์ชั่นถูกเคลือบด้วยโรเดียม การขับเคลื่อนเป็นหน้าที่ของกลไกอัตโนมัติ Cal.TH31-00 บอกเวลา 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่ ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ซึ่งผ่านการทดสอบความโครโนมิเตอร์ ของ COSC (ซีโอเอสซี) มาเรียบร้อย และให้พลังงานสำรองอย่างเหลือเฟือถึง 80 ชั่วโมง และสำหรับเวอร์ชั่นสีดำกับสีน้ำเงินจะมีแบบที่จับคู่กับสายยางสีดำหรือสายยางสีน้ำเงินให้เลือกด้วย สนนราคานั้นต่างกันเล็กน้อย คือหากจับคู่กับสายยางจะอยู่ที่ 139,000 บาท และหากจับคู่กับสายสเตนเลสสตีลจะอยู่ที่ 147,000 บาท

ส่วนเวอร์ชั่นของรุ่น GMT นำเสนอมา 2 ชุดสี คือหน้าปัดสีน้ำเงินร่วมกับขอบตัวเรือนสีน้ำเงินสลับสีดำ เคลือบแลคเกอร์สีฟ้าบนเข็ม 24 ชั่วโมง และหน้าปัดสีเขียวร่วมกับขอบตัวเรือนสีเขียวสลับสีดำ เคลือบแลคเกอร์สีเขียวบนเข็ม 24 ชั่วโมง ส่วนเข็มชั่วโมง นาที วินาที และหลักชั่วโมงทรงแปดเหลี่ยมจะเคลือบด้วยโรเดียม กลไกที่ใช้เป็นเครื่องอัตโนมัติ บอกเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่และ GMT ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง Cal.TH31-03 ซึ่งเป็นการเพิ่มฟังก์ชั่น GMT เข้าไปบนพื้นฐานกลไก Cal.TH31-00 โดยยังคงมีความเที่ยงตรงตามเกณฑ์มาตรฐานโครโนมิเตอร์ของ COSC และให้พลังงานสำรองได้นานถึง 80 ชั่วโมง เช่นเดียวกัน

เวอร์ชั่นหน้าปัดสีน้ำเงินนั้นเลือกได้ว่าจะจับคู่กับสายยางสีน้ำเงินหรือสายสเตนเลสสตีล โดยหากคู่กับสายยางจะตั้งราคาไว้ที่ 154,500 บาท แต่หากคู่กับสายสเตนเลสสตีลจะอยู่ที่ 162,500 บาท ส่วนเวอร์ชั่นหน้าปัดสีเขียวจะมีเฉพาะสายสเตนเลสสตีลเท่านั้น ซึ่งราคาก็อยู่ที่ 162,500 บาทเช่นกัน

A. LANGE & SÖHNE DATOGRAPH UP/DOWN LIMITED EDITION – ฉลองปีที่ 25 ด้วยเรือนทองขาวหน้าปัดน้ำเงินเมื่อ ค.ศ. 1999 นั้น A. L...
06/06/2024

A. LANGE & SÖHNE DATOGRAPH UP/DOWN LIMITED EDITION – ฉลองปีที่ 25 ด้วยเรือนทองขาวหน้าปัดน้ำเงิน

เมื่อ ค.ศ. 1999 นั้น A. Lange & Söhne (อา ลังเงอ อุนด์ ซือห์เนอ) ได้สร้างสรรค์คอลเลกชั่น Datograph (ดาโทกราฟ) ที่เปิดฉากรูปแบบเฉพาะตัวของการจับเวลาในระยะสั้นขึ้นมา ด้วยกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด และบอกเวลาผ่านรูปแบบหน้าปัดที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และเพื่อเป็นการฉลองครบปีที่ 25 ของนาฬิการุ่นนี้ ปี 2024 นี้จึงสร้าง Datograph Up/Down (ดาโทกราฟ อัพ/ดาวน์) เวอร์ชั่นที่ใช้ตัวเรือนทองขาว 18K คู่กับหน้าปัดสีน้ำเงินมาเป็นที่ระลึก โดยเป็นการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่จำกัดจำนวนการผลิตไว้แค่ 125 เรือนเท่านั้น

เมื่อ 25 ปี ที่แล้ว A. Lange & Söhne ได้นำเสนอ Datograph ที่มาพร้อมกับกลไกฟังก์ชันจับเวลาคาลิเบรอแรกของตน Cal.L951.1 ซึ่งพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยเป็นกลไกจับเวลาที่ใช้รูปแบบ ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) และมีฟังก์ชัน ‘Flyback’ (ฟลายแบ็ก) ที่รีเซตเข็มจับเวลาให้จับเวลาครั้งใหม่อย่างต่อเนื่องได้ในทันทีด้วยการกดเพียงปุ่มเดียว โดยไม่ต้องกดปุ่มหยุดและกดปุ่มรีเซตก่อนแล้วค่อยกดเริ่มจับเวลาใหม่ติดตัวมาด้วย ทั้งยังใช้เข็มนาทีจับเวลาที่ขยับเคลื่อนแบบ ‘Jumping Minute’ (จัมปิง มินิท) นาทีละครั้งอย่างแม่นยำ เพื่อให้อ่านค่าการจับเวลาได้ชัดเจน ขณะที่เข็มจับเวลาวินาทีบอกเวลาที่จับค่าที่ระดับ 1/5 วินาที นอกจากนี้กลไกคาลิเบรอนี้ยังมีฟังก์ชัน ‘Outsize Date’ (เอาท์ไซด์ เดท) อันเป็นรูปแบบโดดเด่นของการแสดงวันที่ด้วยตัวเลขขนาดใหญ่บนจาน 2 ชุด ให้อ่านค่าร่วมกันผ่านกรอบหน้าต่างบานคู่ขนาดใหญ่ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา มาด้วย โดยการปรับตั้งวันที่ถูกออกแบบให้กระทำได้อย่างสะดวกง่ายดายด้วยการกดปุ่มที่ติดตั้งไว้ระหว่างตำแหน่ง 9-10 นาฬิกา

สำหรับรุ่นที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2012 ภายใต้ชื่อ Datograph Up/Down ซึ่งก็คือพื้นฐานของนาฬิกา ‘Limited Edition’ รุ่นใหม่สำหรับปี 2024 นี้นั้นจะใช้กลไก ‘In-house’ ไขลาน จำนวนชิ้นส่วน 451 ชิ้น ทับทิม 46 เม็ด ความถี่การทำงาน 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง Cal.L951.6 ที่ถูกพัฒนาต่อยอดให้มีฟังก์ชัน ‘Up/Down’ บอกพลังงานสำรอง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เพิ่มมาอีก 1 อย่าง โดยให้อ่านค่าจากปลายของชิ้นรูปสามเหลี่ยมบนจานหมุนขนาดเล็กที่เมื่อปลายสามเหลี่ยมชี้ไปยังสเกลสีแดงก็หมายความว่าถึงเวลาที่ต้องขึ้นลานแล้ว อีกทั้งยังเพิ่มระดับพลังงานสำรองให้ยาวนานขึ้นเป็น 60 ชั่วโมง ขณะที่ข้อดีเด่นอย่างระบบจับเวลาแบบ ‘Column-wheel’ ฟังก์ชัน ‘Flyback’ และ ‘Jumping Minute’ ยังคงอยู่อย่างครบถ้วน องค์ประกอบในภาพรวมของหน้าปัดจึงมีความลงตัวเป็นที่สุด

ฝาหลังถูกกรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์ ด้วยจงใจให้ชื่นชมความงดงามของสถาปัตยกรรมกลไกที่ซับซ้อน และมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ร่วมด้วยการตกแต่งอย่างประณีตบนทุกชิ้นส่วน แท่นเครื่องและสะพานจักรถูกสร้างขึ้นจาก German Silver’ (เยอรมัน ซิลเวอร์) แป้นทับจักรกลอกถูกแกะสลักลวดลายด้วยมือ และมีแป้นรองที่ทำจากทองอยู่ 4 ชิ้น ด้วยกัน กลไกนี้ตกแต่งและประกอบอย่างประณีตด้วยมือ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพอันเข้มข้นตามมาตรฐานของแบรนด์ ตัวกลไกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30.6 มิลลิเมตร กับความหนา 7.9 มิลลิเมตร ส่วนบนขอบฝาหลังสลักข้อความ ‘Limited ###/125’ ไว้บ่งบอกความพิเศษและหมายเลขประจำเรือนด้วย

เวอร์ชั่นที่ออกมาใหม่นี้ใช้หน้าปัดที่ทำจากเงิน 925 ทำสีน้ำเงินเข้มซึ่งไม่เคยใช้กับรุ่นนี้มาก่อน และมีวงหน้าปัดย่อยบอกวินาทีที่ 9 นาฬิกา และบอกค่าจับเวลา 30 นาที ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา เป็นพื้นแต่งลายเส้นวงและเคลือบด้วยโรเดียม เช่นเดียวกับหลักชั่วโมงทรงแท่งและเข็มจับเวลาวินาที โดยเข็มชั่วโมงกับนาทีและสัญลักษณ์สามเหลี่ยมบอกพลังงานสำรองนั้นทำจากทองขาว 18K เคลือบโรเดียม ร่วมด้วยกรอบหน้าต่างคู่สีเงิน ขณะที่เข็มขนาดเล็กทั้ง 2 บนหน้าปัดย่อยเป็นสตีลทำสีน้ำเงิน และเคลือบสารเรืองแสงสีขาวไว้บนเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีเพื่อให้ดูเวลาได้ในความมืด ขอบหน้าปัดมีสเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) พิมพ์ด้วยสีขาวเช่นเดียวกับสเกลและข้อความบนหน้าปัด เว้นแต่ตัวเลขวันที่ซึ่งเป็นเลขดำบนจานสีขาว และสเกลสีดำบนวงหน้าปัดย่อยทั้ง 2 บรรจุมาในขนาดตัวเรือนทองขาว 18K ที่เท่ากับเวอร์ชั่นอื่นๆ คือ 41.0 มิลลิเมตร หนา 13.1 มิลลิเมตร ผนึกหน้าปัดด้วยคริสตัลแซพไฟร์

A. Lange & Söhne Datograph Up/Down Limited Edition Ref.405.028 จับคู่มากับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มเข้ากับสีหน้าปัด ใช้ตัวล็อกทองขาว 18K ผลิตจำนวนจำกัด 125 เรือน รุ่นนี้ทางแบรนด์มิได้แจ้งราคาให้ทราบอย่างเป็นทางการ โดยหากใครสนใจก็ขอให้สอบถามราคากันที่บูติก

ที่อยู่

41 หมู่ 3 ซอย 13 ถนน มิตรสัมพันธ์ ตำบล บ้านปึก
Chon Buri
20130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 24Hightstreetผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง 24Hightstreet:

แชร์