Byte Smith For beloved son

13/02/2026

การมี #ลูกชาย
ไม่ใช่แค่การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่ง
แต่....คือการได้รู้จัก
หัวใจของผู้ชายคนหนึ่ง
ตั้งแต่วันแรกที่เขายังอ่อนโยนที่สุด

เขาอาจไม่พูดความรู้สึกเก่ง
ไม่ถ่ายทอดเป็นคำสวยงาม
แต่เขาแสดงความรัก
ผ่านการ อยู่ข้างๆ
ผ่านการ ลงมือทำ
และผ่านความเงียบที่มั่นคง

ลูกชาย คือ
เพื่อนร่วมทางที่ซื่อสัตย์
ในแบบที่ไม่ต้องสัญญา
แต่ไม่เคยหายไป

เขาคือคนที่พาฉันออกเดิน
ไปเผชิญ การผจญภัย
และเรียนรู้ ความฝัน
ด้วยหัวใจที่กล้าลอง กล้าล้ม
และลุกขึ้นใหม่เสมอ

เขาเป็น #คู่หู
ในการสำรวจโลกภายนอก
และค่อยๆ สอนฉัน
ให้เข้าใจโลกภายในของเขา

ลูกชายมาพร้อม
พลัง ความกล้า และความมุ่งมั่น
ที่บางวันอาจดื้อเงียบ
แต่ไม่เคยว่างเปล่า

เขาคือของขวัญล้ำค่า
ที่มาในรูปของ
เสียงหัวเราะดังๆ
รองเท้าเปื้อนดิน
และหัวใจที่พร้อมปกป้อง
แม้ยังไม่รู้วิธีใช้คำพูด

ไม่ว่าจะเป็นวันชนะหรือวันแพ้
วันที่โลกใจดี
หรือวันที่ชีวิตหนักเกินไป
#เขาจะเป็นทิศทาง
ไม่ใช่เพราะนำหน้า
แต่เพราะไม่ปล่อยให้ฉันเดินลำพัง

เขาอาจไม่ขอคำปรึกษา
แต่จะฟังเมื่อฉันพูด
และจำ…โดยไม่ต้องบอก

#ลูกชาย คือ
“พ ร ที่ เ ติ บ โ ต”
ในหัวใจของฉัน
พร้อมความรักที่ไม่ต้องพิสูจน์
และไม่เคยมีเงื่อนไข

ตลอดเวลา…และตลอดไป 🤍

Akira And Mom

26/01/2026

🌱 "เด็กที่มี Self-esteem ที่ดี" 🌳
เขาอาจจะไม่ได้กล้าแสดงออก
ในรูปแบบพูดเก่ง ความสามารถล้น
หรือ ต้องขึ้นเวทีใหญ่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง
แต่คือเด็กที่รับรู้คุณค่าภายในตัวเอง
และยืนหยัดปกป้องคุณค่าในตัวเองได้
เพราะเขาเชื่อมั่นและมีความมั่นใจในตัวเอง
ที่สำคัญเขาจะไม่ทำลายความมั่นใจของผู้อื่น
🌱"คุณค่าภายใน" 🌻
ต้องเริ่มต้นสร้างตั้งแต่แรกเกิด
พ่อแม่มอบความรักให้และพัฒนาไปสู่
วัยที่เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้
ตัวเขาทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองตามวัย
ต่อมาเด็กสามารถรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง
และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้
สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การมีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น
ความภาคภูมิใจจึงเกิดขึ้น
💪🏻 "ร่างกายทำได้ จิตใจมั่นคง" ❤️
ถ้ามีใครมาบอกเด็กที่มี Self-esteem ที่ดีว่า
"ตัวเขาแย่" หรือ "ไม่ได้เรื่อง"
แม้จะรู้สึกเสียใจและโกรธ
แต่เขาจะไม่หวั่นไหวกับคำเหล่านั้น
เพราะเขารู้ว่าตัวเองมีดีอย่างไร
แม้จะไม่ดีที่สุด แต่เขาภูมิใจในสิ่งนั้น
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ยอมรับคำวิจารณ์
หรือ จะหยุดพัฒนาตัวเอง
เด็กที่มี Self-esteem ที่ดี
จะพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่
และพร้อมเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง
เขาจึงพัฒนาตัวเองและเติบโตต่อไป
"เด็กที่มี Self-esteem จึงรักตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น
และสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นต่อไปได้"
***
"Self-esteem" ต้องสร้างตั้งแต่วัยเยาว์
ไปทีละขั้น เหมือนการขึ้นบันได 🪜
เริ่มตั้งแต่...
❤️ บันไดขั้นที่ 1 "พ่อแม่มีอยู่จริง"
เพราะพ่อแม่ที่มีอยู่จริง
คอยตอบสนองในวัยแรกเกิด
ในช่วงที่ลูกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
อุ้ม กอด บอกรัก อ่านนิทาน เล่นกับลูก
การมีเวลาคุณภาพให้กับลูกจะรับรู้ได้ถึงความรัก
เมื่อรับรู้ว่าตนเองเป็นที่รัก
ลูกรับรู้ได้ว่าตนเองก็มีอยู่จริงสำหรับพ่อแม่
และตนเองมีคุณค่าและเป็นที่รัก
ความรักจากพ่อแม่สร้างฐานที่แข็งแรงทางใจให้กับลูกได้
***
❤️ บันไดขั้นที่ 2 "สอนลูกช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-care)"
เมื่อเด็กเริ่มเดิน
เริ่มสื่อสาร
เริ่มเอาของกินเข้าปากได้
ความมั่นใจในตนเองเริ่ม ณ ตอนนั้น
พ่อแม่ที่ให้ลูกได้ทำอะไรตามวัยของเขา
เช่น
-กินข้าวเอง
-อาบน้ำเอง
-แต่งตัวเอง
-ใส่รองเท้าเอง
-เก็บของเล่นเอง
และอื่นๆ
เด็กจะรับรู้ ร่างกายของตัวเอง
ร่างกายเป็นของเขา
และร่างกายเขาสามารถทำอะไรได้
เด็กจึงรับรู้ความสามารถของตัวเอง
ซึ่งนำไปสู่การมีความมั่นใจในตัวเอง
เมื่อไปโรงเรียน หรือ ไปที่ไหนๆ
เขาจะสามารถทำสิ่งต่างๆ
ด้วยร่างกายของเขา
ด้วยตัวเขาเองได้
❌ ในทางกลับกัน...
ถ้าพ่อแม่ช่วยเหลือเขาทุกอย่าง
ไม่ให้เด็กทำอะไรเองเลย
เด็กจะรับรู้ว่า "ฉันต้องพึ่งพาพ่อแม่
เมื่อฉันไม่มีพ่อแม่
ฉันไม่มั่นใจที่ทำด้วยตัวเอง"
ตัวอย่างเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย
⦿ เด็กจะไม่กล้าทำสิ่งใหม่
เพราะกลัวที่จะลงมือทำเอง
⦿ เด็กจะไม่กล้าถาม
เพราะปกติจะมีคนรู้ใจ ตอบสนอง ทำให้ทันที
ความมั่นใจของเด็กๆ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ก็จะถดถอย เพราะในขณะที่เพื่อนๆ ของเขาทำได้
แต่ตัวเขาเองทำไม่ได้ ต้องรอให้ผู้ใหญ่มาช่วย
นอกจากนี้เด็กบางคนไม่สื่อสารได้ตามวัย
- พูดบอกความต้องการ
- พูดบอกปฏิเสธไม่ได้
เขาจะใช้อารมณ์ ร้องไห้ อาละวาด
หรือบางคนก็จะนิ่ง เงียบ ไม่กล้าทำอะไรเลย
ตัวอย่างเด็กที่สื่อสารไม่ได้
⦿ เพื่อนให้ทำอะไรจะยอมทำ แม้จะไม่ชอบ
เพราะไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไง
⦿ เพื่อนเอาของของเขาไปเขากลับไม่กล้ายืนหยัดปกป้องของของเขา
⦿ เมื่อต้องการความช่วยเหลือ
ก็ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
ดังนั้นในบันไดขั้นที่ 2 สำคัญมากๆ
เด็กหลายคนไม่อยากไปโรงเรียน
เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
และไม่กล้ายืนหยัดปกป้องตัวเอง
ยิ่งให้เด็กพูดด้วยตัวเอง
เขายิ่งกล้าพูดเพื่อตัวเองเมื่อจำเป็น
ยิ่งช่วยเหลือตัวเองได้มาก
ร่างกายยิ่งได้ใช้งาน ก็ยิ่งแข็งแรง
จิตใจยิ่งต้องอดทนต่อความท้าทาย
ก็ยิ่งมั่นคงและแข็งแกร่ง
***
❤️ บันไดขั้นที่ 3 "สอนให้ลูกเคารพกติกาส่วนรวม"
ก่อนเด็กจะเข้าสู่รั้วโรงเรียนหรือสังคมภายนอก
ที่บ้านควรมีกติกาภายในบ้าน
ได้แก่ กฎ 3 ข้อ
1. ไม่ทำร้ายตัวเอง รวมถึงไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน
2. ไม่ทำร้ายผู้อื่น รวมถึงไม่พูดจาทำร้ายกัน
3. ไม่ทำลายข้าวของ เล่นแล้วเก็บ ดูแลของของตัวเอง
ทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน
แม้แต่พ่อแม่ คุณครู เพื่อนๆ และตัวเขา
เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเอง
และทำตามกติกาในที่ต่างๆ
"ตารางเวลา"
ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เด็กปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น
และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามั่นใจเวลาทำอะไร
เปรียบเทียบง่ายๆ ระหว่างเด็กที่รู้ตารางเวลา
เขาจะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
และเรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำได้ดีกว่าเด็กที่ไม่รู้ว่า
ตัวเองต้องทำอะไร เวลาไหน ที่ไหน อย่างไร
เด็กที่ทำตามกติกาได้จะยอมรับกติกา และเคารพผู้อื่น
ที่สำคัญเขาจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบตัวเอง
เพราะเขารู้ว่ากติกาที่ดีควรเป็นอย่างไร
***
❤️ บันไดขั้นที่ 4 "สอนลูกให้ทำงานบ้านหรือทำงานส่วนรวม"
เมื่อลูกดูแลตัวเองได้ดีแล้ว
เขาควรเรียนรู้ที่จะดูแลส่วนกลาง
ผ่านการทำงานบ้านตามวัยหรือช่วยเหลือผู้อื่นตามพละกำลังที่เขามี
เพราะนอกจากเป็นการทำให้ตัวเขาเองได้รับผิดชอบต่อส่วนรวมแล้ว
เขายังได้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง
และผู้อื่นมองเห็นคุณค่าในตัวเขานั่นเอง
การได้รับคำชื่นชมอาจจะเป็นผลพลอยได้
แต่เด็กได้เรียนรู้ว่าเขาได้ลงมือทำ
เพื่อสร้างการยอมรับให้กับตนเองอย่างแท้จริง
เด็กเล็กๆ เวลาเขาได้มาช่วยเราทำงานบ้าน งานครัว งานของที่บ้าน
เขาจะเกิดความภาคภูมิใจ และพูดถึงสิ่งที่เขาได้ทำให้คนอื่นฟัง
"เราไม่ควรเรียกร้องให้คนอื่นมายอมรับเรา
เราควรสร้างคุณค่าในตัวเราเองจนเป็นที่ยอมรับต่างหาก
และแม้นว่าสิ่งที่เราทำจะไม่มีใครเห็น
ขอเราจงภาคภูมิใจในสิ่งที่เราทำ
ความสุขใจนั้นจะเกิดกับตัวเราเอง ไม่ใช่ผู้ใด"
***
❤️ บันไดขั้นที่ 5 คือ "ให้ลูกลงมือทำ โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด"
พ่อแม่ต้องบอกลูกเสมอว่า
"แค่ลูกลงมือทำ ลูกก็พัฒนาไปหนึ่งก้าวแล้ว
แม้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
ไม่สำคัญเท่ากับวันนี้ลูกได้ลงมือทำหรือยัง"
เด็กที่รับรู้ว่า พ่อแม่ให้ความสำคัญกับความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์
จะทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ และไม่กลัวผิดพลาด
แม้แรกๆ อาจจะมีกลัวบ้าง
แต่เมื่อลงมือทำบ่อยๆ เขาจะเเข็งแกร่งขึ้น
"ผู้ที่ไม่เคยผิดพลาดคือผู้ที่ไม่เคยลงมือทำอะไรเลยต่างหาก"
***
❤️ บันไดขั้นที่ 6 "สอนให้ลูกมองเห็นและชื่นชมผู้อื่น"
เป็นขั้นที่พ่อแม่อาจจะคาดไม่ถึงว่า
"การให้ลูกชื่นชมผู้อื่น"
จะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองได้อย่างไร
คำตอบคือการสอนให้ลูกมองออกไป
และเห็นคุณค่าของผู้อื่น
ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะมองย้อนกลับมาที่ตนเองเช่นกันว่า
"ตัวเขามีสิ่งนั้นหรือไม่?
ถ้าเขามีเช่นเดียวกับคนที่เขาชื่นชม
เขาก็จะมองเห็นคุณค่าในตัวเองเช่นกัน"
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มองเห็นคนอื่นนอกจากตัวเอง
เป็นพัฒนาการอีกขั้นของชีวิตมนุษย์เลยก็ว่าได้
เพราะเด็กเล็กเป็นวัยที่มองเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) ของทุกๆ อย่าง
การที่เขามองเห็นผู้อื่น
เขาจะมองเห็นตัวเองชัดขึ้นด้วยเช่นกัน
1. ก่อนจะมองเห็นผู้อื่น มองเห็นตัวเองก่อน
ดังนั้นก่อนชื่นชมคนอื่นเป็น
ต้องเรียนรู้การชมตัวเองให้เป็นด้วย
คำถามที่ชวนเด็กๆ ทบทวนตัวเองก่อนจบวัน
"วันนี้ฉันทำอะไรบ้าง"
"มีอะไรที่ฉันชอบในตัวเอง"
"มีอะไรที่ฉันชอบในวันนี้"
"มีอะไรที่ฉันเสียดายที่ไม่ได้ทำ"
เมื่อชื่นชมตัวเองแล้ว
ชวนเด็กๆ มองผู้อื่นให้ชัดขึ้น
2. มองเห็นผู้อื่น ผ่านการทักทาย
- เราสวัสดีกัน เพื่อมองเห็นกัน
เด็กมองเห็นคนอื่น คนอื่นมองเห็นเขา
- เราขอบคุณกัน เพื่อรับรู้สิ่งที่อีกฝ่ายทำ
เด็กรู้สึกขอบคุณที่อีกฝ่ายทำให้เขา
- เราขอโทษกัน เพื่อแสดงความเสียใจ
และเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่ออีกฝ่าย
3. ชื่นชมกัน
เมื่อเด็กลด egocentrics ลงได้
เขาจะชื่นชมผู้อื่นได้จากใจ
ซึ่งการฝึกข้อที่ 1-2
จะนำมาสู่ข้อนี้ได้ง่ายขึ้น
-ชมภายนอก
ชอบที่เธอยิ้ม
ชอบเสื้อของเธอ
ชอบผมของเธอ
เพื่อนำมาสู่...
-ชมภายใน
ชอบที่เธอใจดี
ชอบที่เธอตั้งใจ
ขอบคุณที่พยายาม
***
❤️ บันไดขั้นที่ 7 "สอนลูกว่าอย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว"
แม้ในวันนี้ลูกจะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองแล้ว
แต่เขาควรตระหนักอยู่เสมอว่า
"ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ"
"ทุกคนแตกต่างกัน"
"ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง"
เราไม่ควรดูถูกใคร
เพราะเราต่างทำในสิ่งที่เราทำได้
ทุกหน้าที่บนโลกล้วนสำคัญ
.
ตัวเราเองควรอ่อนน้อม
เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ
เราเติบโตในทุกวัน
เราพัฒนาได้ไม่สิ้นสุด
ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ
**********
🌱⏳
บันไดขั้นที่ 1 จะนำไปสู่ขั้นอื่นๆ
และการข้ามขั้น อาจจะทำให้ขั้นสูงๆ
ไม่เกิดขึ้น หรือ ไม่มั่นคงได้
"ไม่มีทางลัดสำหรับการสร้างคุณค่าภายในตัวเอง
เพราะคุณค่าเหล่านั้นต้องผ่านการลงมือทำด้วยตัวเอง
และทำสม่ำเสมอ ประสบการณ์ที่มากพอจะบ่มเพาะคุณค่าให้งอกงาม"
ดังนั้นประสบการณ์แรกในชีวิตของมนุษย์ทุกคน
ต้องการ "พ่อแม่ที่มีอยู่จริง"
เพื่อรับรู้ว่า "ตัวเองมีอยู่จริง"
ความรักที่ปลูกในตัวลูกจะเบ่งบานไปตลอดชีวิตของเขา
สุดท้ายในวันนี้ที่ลูกยังไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
สิ่งที่พ่อแม่ทำได้คือเราเชื่อมั่นในตัวเขาก่อน
และพาเขาขึ้นบันไดไปทีละขั้น ทีละขั้น...
จนวันหนึ่งเขาสามารถก้าวต่อไปด้วยตัวเขาเอง
🌳⌛
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

31/12/2025

ถึง : ลูกคนแรกของฉัน

ฉันเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับความเป็นแม่จากเขา
เราต่อสู้ดิ้นรนมาด้วยกัน
เราค่อยๆ จัดการทีละขั้นตอน
เขาปูทางทุกอย่างให้ฉัน
แนะนำให้ฉันรู้จัก กับ คำว่า " ครั้งแรก "

ฉันกอดเขาไว้....ในขณะที่ร้องไห้ไปด้วยกัน
ในค่ำคืนที่เขาร้องไห้ไม่หยุด

#หลังคลอด
ฉันได้พบกับความเหนื่อยล้า.... ที่ฉันไม่เคยรู้จัก
เขาช่วยให้ฉันค้นพบ.... ความเข้มแข็งของตัวเอง

เขา คือ คนที่ทำให้ฉันผ่านมันมาได้

ตอนนี้เขาโตขึ้นมากแล้ว และ
ฉันคิดถึงวันเวลาอันเงียบสงบที่เราเคย
ใช้เวลาร่วมกัน

ฉันรู้สึกขอบคุณเขามาก ที่สุด
ที่ทำให้ฉันได้ #เป็นแม่ ครั้งแรก 🤍

Akira And Mom

ตรงกับใจแม่เลย
20/11/2025

ตรงกับใจแม่เลย

ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน สิ่งเดียวที่เราอยากให้ลูกพกติดตัวไป ไม่ใช่ความเก่งที่สุดในห้อง

แต่คือ “หัวใจที่รักตัวเองเป็น”

เพราะถ้าวันหนึ่งลูกต้องเจอคำพูดที่ทำให้เสียใจ เราอยากให้เขารู้ว่า…ตัวเขามีคุณค่าเสมอ โดยไม่ต้องรอให้ใครบอก

และในวันที่ลูกเติบโตขึ้น เราอยากให้เขาเป็นคนที่ “ไม่เอาเปรียบใคร” ใช้ความอ่อนโยนเป็นพลัง และรู้จักมองโลกจากมุมของคนอื่นบ้าง

แต่ในขณะเดียวกัน…ก็อยากให้ลูก “ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ” เหมือนกัน
ขอให้ลูกกล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าปกป้องใจตัวเอง และจำไว้ว่าความดีไม่ใช่การยอมทุกอย่าง

และอยากให้ลูกรู้ด้วยว่า…
คนเราทุกคนมีผิดมีถูกได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ทุกวันจะเป็นวันเก่งๆของเรา

สำคัญแค่ลูก “กล้ารับ กล้าแก้ และยังรักตัวเองได้อยู่ดี” แม้ในวันที่ตัวเองทำพลาดก็ตาม

ถ้าลูกมีสิ่งเหล่านี้ติดตัว ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เขาก็จะเติบโตอย่างมั่นคง อ่อนโยน แต่แข็งแรง และไม่หลงลืมคุณค่าของตัวเองเลย ❤️

ใครหล่อกว่ากัน 😎
05/10/2025

ใครหล่อกว่ากัน 😎

แวะชาร์ทพลังระหว่างทางคับ
25/09/2025

แวะชาร์ทพลังระหว่างทางคับ

25/08/2025

รวมทักษะสำคัญในการช่วยชีวิตผู้อื่น ดูเลยเพียง 10 นาที 📺 การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธี งูกัด ชักเกร็ง เ....

25/08/2025

ภาค10 จิตที่ซึมซับ

เลี้ยงลูกในยามยาก1-1000 ตอนที่361
“เมื่อเด็กที่พ่อแม่เขียนไม่ได้นั้นเขียนคําคําแรก การชื่นชมของพวกเขายกระดับเด็กอีก ขณะที่พ่อแม่ร่ำรวยอาจพูดว่า “อ้อ อ่า ดี แล้วพวกเขาสอนศิลปะลูกที่โรงเรียนหรือไม่?” เด็กจะเนือยและหมดความสนใจลง หรือถ้าเด็กปัดฝุ่นอะไรบางอย่าง แม่ชั้นสูงฆ่าความสุขของเด็กน้อยเพราะเธอบอกว่ามันเป็นงานของคนปัดกวาดและเธอไม่ได้ส่งลูกไปโรงเรียนเพื่อเรียนเรื่องนี้”
The Absorbent Mind
มาเรีย มอนเตสซอรี เขียน
วิภาดา กิตติโกวิท แปล
MADMAN BOOKS
ยังมีต่อ
#เลี้ยงลูกในยามยาก

เลี้ยงลูกในยามยาก1-1000 ตอนที่362
พ่อแม่ที่มากไปเป็นปัญหาได้พอๆกับครูที่มากไป
พ่อแม่มากไปหมายถึงพ่อแม่ที่คิดว่าเราสามารถขีดเส้นให้เด็กเดินได้ เช่น สั่งสอน อบรมบ่มนิสัย ช่วยเหลือ ส่งเรียนหนังสือตั้งแต่เล็ก บังคับทำการบ้าน หาของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ ส่งเข้าคอร์สกระตุ้นความสามารถ ฯลฯ
ครูที่มากไปมีลักษณะคล้ายกัน สั่งสอน สอน หนังสือ อบรมบ่มนิสัย คุมวินัยเข้มงวด ตารางเรียนเคร่งครัด บังคับอ่าน ฯลฯ
เด็ก 6 ปีแรกจะเติบโตเอง ไม่มีคำว่าเด็กดี เด็กไม่ดี หรือเด็กดื้อ ไม่มีคำว่าก้าวร้าว ขี้เกียจ ขี้โกหก หรือขี้ขโมย ไม่มีคำว่าขี้กลัวหรือเห็นแก่ตัว แน่นอนว่าไม่มีคำว่าเด็กเก่งหรือเด็กไม่เก่ง ความข้อนี้เข้าใจยาก
เขาเดินไป พบสรรพสิ่ง หยุดสำรวจจนพอใจ แล้วจึงไปต่อ เพียงเท่านี้เขาจะได้ทั้งหมด รวมทั้ง “รากฐาน” ของอุปนิสัยที่ดีที่จะตามมาในปีที่ 7
คำอธิบายอาจจะฟังเหลือเชื่อ เขา (จิต) จะซึมซับสรรพสิ่งจากสิ่งแวดล้อมที่ดี สิ่งแวดล้อมสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตเพื่อการอยู่ร่วมกันในโลกอยู่แล้ว
เราจึงควรจัดการสิ่งแวดล้อมมากกว่าการสั่งสอนหรืออบรมบ่มนิสัย - ซึ่งเข้าใจได้ยากแต่ทำได้ง่าย
#เลี้ยงลูกในยามยาก


เลี้ยงลูกในยามยาก ตอนที่363
“เพื่อจะได้วินัย ต้องให้เสรีภาพ”
ดร.มาเรีย มอนเตสซอรีเขียนไว้ดังนี้
ไม่มีเด็กขี้เกียจหรือขยัน ไม่มีเด็กดีหรือไม่ดี มอนเตสซอรีค้นพบและเขียนไว้ว่าเด็กทุกประเภทจะปลาสนาการไปสิ้นเมื่อได้ทำงาน
พลันที่เด็กทำงาน เด็กมีประเภทเดียวคือเด็กทำงาน
จะให้เด็กทำงานได้เด็กจำเป็นต้องมีเสรีภาพ คือเสรีภาพที่จะเชื่อมต่อกับธรรมชาติ น่าจะตีความได้ว่าเด็กควรมีเสรีภาพในการเติบโตพัฒนา และสนใจใคร่รู้ในวิถีของตน
“เพื่อจะได้วินัย ต้องให้เสรีภาพ”
#เลี้ยงลูกในยามยาก

เลี้ยงลูกในยามยาก ตอนที่364
“แต่ในโรงเรียนแบบเก่า ทางเดียวที่จะลุถึงระดับที่สูงขึ้นคือโดยการแข่งขันซึ่งหมายถึงความอิจฉา ความเกลียดชัง ความอับอาย และทุกสิ่งทุกอย่างที่หดหู่น่าเศร้าสําหรับชีวิตกับการต่อต้านสังคม เด็กฉลาดกลายเป็นหลงตัวเองและรวบอํานาจเหนือคนอื่น”
มาเรีย มอนเตสซอรี เขียน
วิภาดา กิตติโกวิท แปล
MADMAN BOOKS

ชั้นเรียนควรเป็นที่รวมของเด็กต่างวัย เด็กโตกว่าจะรู้จักช่วยเหลือเด็กเล็กกว่าโดยธรรมชาติ เด็กเล็กกว่าจะเลียนแบบและเอาอย่างเด็กโตกว่าโดยง่าย สองวัยจะช่วยเหลือกันเมื่อได้ทำงานด้วยกัน ครูกันตัวเองออกไปและไม่แทรกแซง
ไม่ใช่แบบทุกวันนี้ที่ต่างวัยต่างแยกย้ายไปนั่งเรียนคนละวิชาแล้วเลิกเรียนมากลั่นแกล้งกัน
#เลี้ยงลูกในยามยาก


เลี้ยงลูกในยามยาก1-1000 ตอนที่365
การศึกษาควรทำงานเป็นทีม ความข้อนี้พูดกันหลายคนรวมทั้งมอนเตสซอรีตั้งแต่แรก ที่จริงแล้วในยุคสมัยใหม่การสอบก็สามารถทำงานเป็นทีมและเปิดตำราหรือเน็ตสอบได้ เหตุเพราะเรามิได้ต้องการคนจำได้มาก ข้อสอบย่อมต้องเป็นการค้นคว้าและวิเคราะห์อย่างแท้จริง
แล้วถ้าสมมติมีเด็กไม่เก่ง หรือนิสิตนักศึกษาที่ช้า เราไม่สมควรปล่อยเขาไป เรายิ่งสมควรเรียนรู้และทำงานเป็นทีม
“โรงเรียนในทุกวันนี้ ไม่มีใครลอกงานคนอื่นได้ และการช่วยคนอื่นถูกถือเป็นอาชญากรรม การยอมรับความช่วยเหลือนั้นผิดเท่ากับการให้มัน ความสมานสามัคคีที่เราพูดถึงไม่อาจถูกสร้าง”
The Absorbent Mind
มาเรีย มอนเตสซอรี เขียน
วิภาดา กิตติโกวิท แปล
MADMAN BOOKS
#เลี้ยงลูกในยามยาก

25/08/2025

เที่ยวสวนสัตว์กันคับ

ที่อยู่

Khon Kaen
40000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Byte Smithผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์