Byte Smith For beloved son

23/08/2026

ข้อคิดวันอาทิตย์🙂

12/08/2026

ถึง.....ลูกรัก
เติบโตขึ้นอย่าง " อิสระ " นะลูก
ไม่ต้องเติบโตไปเป็นความภูมิใจของใคร

ขอแค่ลูกเติบโต
แบบไม่ทำร้ายใคร
ไม่เป็นภาระใคร
เติบโตไปเป็นความภูมิใจของตัวเองก็พอ

ลูกไม่ต้องกังวลว่า
ต้องมาตอบแทนบุญคุณพ่อแม่
"ลูกก็มีชีวิตของลูก
แม่ก็มีชีวิตของแม่"
ขอแค่ลูกไม่ดื้อ
ไม่ใจร้ายกับพ่อแม่แค่นั้นก็พอ

ถึงแม่จะเคยแบกลูกไว้บนบ่าเมื่อตอนเป็นเด็ก
พอเติบโตขึ้นลูกก็ไม่จำเป็น
ต้องมาแบกความหวังของแม่
หรือของใครไว้บนบ่าตัวเอง

จงใช้ชีวิตของลูกให้คุ้มค่าที่สุด
ให้สมกับที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้

แม่หวังแค่ว่า....
ให้ลูกของแม่เป็นคนดี
ใช้ชีวิตให้มีความสุข
ไม่เป็นภาระใครรู้จักเป็นผู้ให้
พบเจอแต่คนใจดี
รักลูกเหมือนที่แม่รักก็พอ

แต่ถ้าวันใดที่ลูกต้องพบเจอกับคนใจร้าย
หรือต้องพบเจอกับเรื่องที่ผิดหวัง
แม่ก็ขอให้ลูกใช้ชีวิตอย่างมีสติ
เข้าใจในสุข เข้าใจในทุกข์นะลูก

แล้วก็จำไว้นะว่า...
ถ้าวันไหนลูกเหนื่อยล้า
หรือถูกทำร้ายจากที่ไหนมา
อ้อมกอดของแม่จะยังอยู่ตรงนี้เสมอ
และพร้อมจะเป็นที่ปลอดภัยให้ลูกตลอดไป
รัก....จากแม่ 🫂

#บทความยินดี 💜

10/08/2026

เพราะ....
ลูกจะเป็นไปในแบบที่ #คุณเป็น
ไม่ใช่ในแบบที่ #คุณพูด

10/08/2026

สร้าง Self-esteem ให้ลูกตั้งแต่ที่บ้าน
เพราะวันหนึ่ง…
#ในวันที่แม่ไม่ได้เป็นโลกทั้งใบของลูกอึกแล้ว
ลูกอาจต้องเจอโลกที่ไม่ได้ใจดีกับเขาเสมอไป

พ่อแม่หลายคนกลัวการบูลลี่ กลัวลูกถูกล้อ
ถูกปฏิเสธ หรือถูกทำร้ายความรู้สึกที่โรงเรียน
จึงพยายามหาวิธีปกป้องลูกจากคนอื่น

แต่ในความเป็นจริง เราไม่สามารถเดินตามลูกไปได้ทุกที่ และไม่สามารถทำให้ทุกคนบนโลกใจดีกับลูกได้

สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่ทำได้
จึงไม่ใช่การสร้างโลกที่ไม่มีคนใจร้าย
#แต่คือการสร้างหัวใจที่เข้มแข็งให้ลูก

ทำให้เขารู้ว่า…

“ฉันมีคุณค่า แม้วันนี้จะมีคนไม่เห็นคุณค่าของฉัน”

นั่นคือ Self-esteem หรือความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

และสิ่งนี้…เริ่มต้นจาก “บ้าน”



Self-esteem #ไม่ได้เกิดจากการชมลูกว่าเก่ง

หลายคนอาจเข้าใจว่า Self-esteem
คือการชมลูกบ่อย ๆ

“ลูกเก่งที่สุด”

“ลูกฉลาดที่สุด”

“ลูกสวยที่สุด”

คำชมมีประโยชน์ แต่หากใช้เพียงเพื่อทำให้ลูกรู้สึกดี เด็กอาจเริ่มผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับคำชมของคนอื่น

เมื่อวันหนึ่งไม่มีใครชม

หรือมีคนวิจารณ์

#คุณค่าของตัวเองก็สั่นคลอนได้ง่าย

เด็กควรรู้ว่า

“พ่อแม่รักเรา ไม่ใช่เพราะเขาเก่ง”

“ไม่ใช่เพราะสอบได้ที่หนึ่ง”

“ไม่ใช่เพราะเชื่อฟัง”

แต่รัก…เพราะเขาเป็นลูกของเรา

ความรักที่มั่นคงคือรากฐานของ Self-esteem



เด็กจะมองตัวเอง ผ่านสายตาของพ่อแม่
ในช่วงวัยเด็ก สมองยังไม่สามารถนิยามคุณค่าของตัวเองได้

เขาจะยืมสายตาของพ่อแม่มามองตัวเอง

ถ้าพ่อแม่รับฟัง

เคารพความรู้สึก

ให้เกียรติ

ไม่เปรียบเทียบ

ไม่ใช้คำพูดทำร้าย

เด็กจะค่อยๆ เชื่อว่า

“ฉันเป็นคนที่มีคุณค่า”

แต่ถ้าสิ่งที่ได้ยินบ่อยคือ

“ทำไมโง่แบบนี้”

“ดูคนอื่นสิ”

“แค่นี้ยังทำไม่ได้”

“เป็นเด็กไม่ดี”

#เสียงเหล่านี้จะค่อยๆกลายเป็นเสียงในหัวของเด็ก

และเมื่อโตขึ้น เขาจะเป็นคนพูดแบบนั้นกับตัวเอง



ลูกที่มี Self-esteem ก็เสียใจเป็น

เขาอาจเจ็บปวด

เขามีสิทธิ์ร้องไห้

แต่ความแตกต่างคือ

เขาจะไม่เชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นคือ “ความจริง”

ถ้ามีคนบอกว่า
“เธอมันแย่ ไม่สวย ไม่เก่ง”
เด็กที่มี Self-esteem จะคิดว่า
“ #เขาอาจไม่ชอบเรา”

ไม่ใช่
“เรามันแย่จริงๆ”

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก



วิธีสร้าง Self-esteem ที่ทำได้ทุกวัน

1. รับฟัง ก่อนรีบสอน

เวลาลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียน

อย่าเพิ่งรีบแก้ปัญหา

อย่าเพิ่งบอกว่า “อย่าไปคิดมาก”

แต่ลองฟังให้จบ

แค่ลูกรู้ว่า “มีคนรับฟัง”
ก็ช่วยเยียวยาหัวใจได้มากแล้ว



2. ยอมรับทุกความรู้สึก #แต่ไม่ยอมรับทุกพฤติกรรม

ลูกโกรธได้

เสียใจได้

อิจฉาได้

กลัวได้

#แต่ต้องเรียนรู้วิธีแสดงออกที่ไม่ทำร้ายตัวเองไม่ทำร้ายคนอื่นไม่ทำใครเดือดร้อน

เมื่อเด็กไม่ต้องซ่อนความรู้สึก
เขาจะเรียนรู้การจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น



3. #ชื่นชมความพยายามมากกว่าผลลัพธ์

แทนที่จะพูดว่า

“เก่งมาก”
ลองพูดว่า
“แม่เห็นว่าลูกพยายามมาก”
เด็กจะเรียนรู้ว่า
คุณค่าของตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการชนะเสมอไป



4. #ไม่เปรียบเทียบกับใคร

การเปรียบเทียบอาจทำให้เด็กทำตามได้ชั่วคราว
แต่ทำลายคุณค่าในตัวเองระยะยาว
เด็กไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าใคร
เขาเพียงต้องเติบโตจากเมื่อวานของตัวเอง



5. ให้ลูกได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

เด็กที่ได้รับโอกาสให้ลองผิด ลองถูก
ช่วยเหลือตัวเอง
ตัดสินใจตามวัย
จะเกิดความเชื่อว่า

“ฉันทำได้”

ซึ่งเป็นพื้นฐานของความมั่นใจที่แท้จริง



เมื่อถูกบูลลี่ #พ่อแม่คือพื้นที่ปลอดภัย

หากวันหนึ่งลูกกลับบ้านแล้วบอกว่า

“ไม่มีใครเล่นกับหนู”

“เพื่อนล้อหนู”

สิ่งแรกที่ลูกต้องการ
#ไม่ใช่คำสอนแต่คืออ้อมกอด

การรับฟังและความมั่นใจว่า

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่บ้านยังมีคนอยู่ข้างเรา”

#บ้านที่ปลอดภัยไม่ได้ทำให้ลูกอ่อนแอ
แต่ทำให้ลูกมีแรงกลับไปเผชิญโลกอีกครั้ง



เราอาจไม่สามารถห้ามทุกคนไม่ให้วิจารณ์ลูก
ไม่สามารถป้องกันการบูลลี่ได้ทั้งหมด
แต่เราสามารถเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง ให้รู้ว่า
คุณค่าของเขา
#ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของใคร

เด็กที่เติบโตมาพร้อมความรัก ความเคารพ
และการยอมรับจากครอบครัว
อาจร้องไห้เมื่อเจอวันที่ยากลำบาก

แต่อย่างน้อย…

#เขาจะไม่สูญเสียคุณค่าของตัวเองไปพร้อมกับคำพูดของคนอื่น

เพราะ Self-esteem ที่แข็งแรง ไม่ได้สร้างจากโลกภายนอก แต่สร้างจากบ้าน…ตั้งแต่วันแรกของชีวิต



สุดท้าย…

รับมือเมื่อลูกถูกแกล้ง
อ้างอิงจากแนวทางอาจารย์ประเสริฐ

#เมื่อลูกถูกรังแก หน้าที่ของพ่อแม่คือปกป้องลูก
ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกฝึกอดทนกับความรุนแรง

การปกป้องลูกจากการถูกกลั่นแกล้ง
#ไม่ใช่การเลี้ยงแบบตามใจหรือทำให้ลูกอ่อนแอ
แต่เป็นการทำให้ลูกรู้ว่า

“เมื่อฉันเดือดร้อน พ่อแม่จะอยู่ข้างฉัน”

ความรู้สึกปลอดภัยนี้ จะกลายเป็นรากฐานของความไว้วางใจในครอบครัว และเป็นพื้นฐานของ Self-esteem

ในทางกลับกัน หากลูกถูกรังแกซ้ำๆ
แต่ไม่มีผู้ใหญ่ลุกขึ้นปกป้อง เด็กอาจเรียนรู้ว่า

• ไม่มีใครช่วยฉัน
• ฉันไม่มีคุณค่าพอให้ใครปกป้อง
• ฉันต้องรับมือทุกอย่างคนเดียว

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจึงมักหันไปพึ่งคนที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยที่สุด ซึ่งหลายครั้งก็คือ “เพื่อน”

หลายคนเข้าใจคำว่า Overprotection ผิด
▪️ลูกถูกรังแก กลับบอกให้ “เข้มแข็ง” “อดทน” “สู้เอง”
▪️ แต่เวลาลูกทำผิดชัดเจน กลับรีบปกป้อง แก้ตัว หรือเข้าข้างลูก

สิ่งหลังต่างหาก คือ ที่แท้จริง

เพราะการปกป้องลูก
ไม่ใช่การปกป้องจาก “ผลของการกระทำ”
#แต่คือการปกป้องลูกจากความรุนแรง ความไม่เป็นธรรม และอันตราย พร้อมทั้งสอนให้รับผิดชอบเมื่อเป็นฝ่ายทำผิด

#เด็กที่รู้ว่าพ่อแม่จะอยู่ข้างเขาในวันที่เดือดร้อน
ไม่ได้อ่อนแอ แต่จะเติบโตเป็นคนที่กล้าเผชิญโลก เพราะรู้ว่าตัวเองมีพื้นที่ปลอดภัยให้กลับมาเสมอ

บ้านที่เป็นบ้าน

หมอรวงข้าว
กุมารแพทย์

10/08/2026

ข้อคิดวันจันทร์🙂

10/08/2026
10/08/2026

หมอพบว่า พ่อแม่ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าการสอนให้ลูกจัดการอารมณ์ คือ การบอกลูกว่า "ต้องไม่โมโห ต้องไม่ร้องไห้" แต่จริงๆ การสอนให้ลูกจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม ไม่ใช่แบบนั้น

คำพูดประมาณว่า “ลูกเป็นผู้ชายต้องเข้มแข็งนะ อย่าร้องไห้” หรือ “หนูเป็นพี่สาว ต้องไม่โมโหน้องนะลูก ต้องใจเย็น” ตรงนั้นมันอาจไม่เป็นธรรมชาตินัก และทำให้เด็กกลายเป็นคนที่พยายามปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง บางคนเก็บกดเกินไป แล้วไปแสดงออกรุนแรงแทนในโอกาสที่ควบคุมไม่ได้ จนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตตามมาได้


ชีวิตมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ย่อมมีอารมณ์ด้านบวกและลบ มีช่วงเวลาที่ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ สลับกันไป ตามสถานการณ์

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ จึงไม่ใช่ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกอารมณ์ดี ใจเย็น ไม่โมโห ไม่ร้องไห้ ต้องมีความสุข ยิ้มได้ตลอด

มันเป็นไปไม่ได้ และจะไม่เป็นธรรมชาติ

สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยลูกได้ในเรื่องนี้ ทำอย่างไรให้เขาเป็นคนที่มีทักษะในการจัดการกับอารมณ์ที่เกิดอย่างเหมาะสม


1. รับรู้และไม่ปฏิเสธอารมณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำให้ลูกเข้าใจคือ รับรู้ว่าเรากำลังมีอารมณ์แบบไหน ทั้งอารมณ์ด้านบวก หรือ อารมณ์ด้านลบ ถ้าตอนเขาเป็นเด็กเล็กๆ อาจจะสอนผ่านนิทาน การ์ตูน หรือตัวอย่างในชีวิตประจำวัน

2.เรียนรู้จากตัวอย่างของพ่อแม่ เมื่อมีความรู้สึกเศร้า เสียใจ ดีใจ มีความสุข เช่น การบอกความรู้สึกตัวเองเป็นคำพูดง่ายๆ เช่น "แม่กำลังหงุดหงิดที่หาของไม่เจอ” (แม่จึงมีหน้าตาที่บึ้งสักหน่อย) “แม่กำลังเสียใจเพราะทำแก้วที่แม่ชอบมากแตก” (ตาแม่เลยแดงๆ น้ำตาซึมๆ) “พ่อเหนื่อยจังที่งานเยอะมากๆวันนี้" (พ่อเลยไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่พอกลับมาบ้าน) เป็นต้น ไม่ผิดที่ผู้ใหญ่จะแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจให้ลูกรับรู้ จะทำให้ลูกรู้จักเชื่อมโยงอารมณ์กับการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง ทำให้เขาเข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้นด้วย

3. ผู้ใหญ่ควรทำให้เด็กเห็นตัวอย่างของการจัดการความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เช่น เสียใจได้ เศร้าได้ เสียน้ำตาได้ แต่ก็ไม่ฟูมฟายมากจนทำร้ายตัวเอง โกรธได้ ไม่ทำร้ายของ ไม่ทำรุนแรงกับตัวเองหรือคนอื่น เป็นต้น

4. ถ้าเด็กมีการแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก สิ่งแรกคือ Validate อารมณ์ คือ ยอมรับและรับรู้ว่าเข้าใจความรู้สึกนั้นๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกดี หรือไม่ดี ที่จะดีใจ หรือบางครั้งอาจเศร้า เสียใจ ถ้าเป็นเด็กอาจเชื่อมกับอาการทางกาย เช่น เวลาโกรธหนูจะใจเต้น มือสั่นๆ หน้าร้อนๆ ใจเต้นเร็วๆ แบบนี้คือโกรธ คือโมโหนะ

5. Reflection of feeling คือ พูดสะท้อนความรู้สึกเด็กเป็นคำพูด เช่น "ลูกคงจะเศร้าที่สอบไม่ได้คะแนนดี จนทำให้ร้องไห้" “หนูคงจะโกรธที่น้องทำของเล่นหนูเสีย” เด็กก็จะเข้าใจความรู้สึกตัวเองที่เป็นอยู่ ว่า ใช่แล้ว ตอนนี้เรากำลัง ผิดหวัง และเสียใจ และ เขาก็จะรู้สึกว่า มันดีจังนะ ที่มีคนที่เขารักและไว้ใจอย่างพ่อหรือแม่ มีคนเข้าใจในความรู้สึกที่เขาเป็นอยู่

6. อย่าใช้คำพูดบอกเด็กว่า "อย่าเสียใจ" "อย่าร้องไห้" “อย่าโกรธ” เพราะจะเหมือนเราไม่ยอมรับ การมีอารมณ์ลบๆ ไม่ใช่ความผิด มันเป็นธรรมชาติ แต่สิ่งที่ต้องจัดการคืออารมณ์ที่เกิด

7. ให้เด็กมีงานอดิเรกและกิจกรรมที่ช่วยให้จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย กีฬา ดนตรี ศิลปะ ตามที่เขาชอบ (โดยเป็นสิ่งที่ไม่เป็นโทษกับเขา)เด็กที่มีอะไรทำให้สบายใจ จะจัดการอารมณ์ได้ดี

8. คุยกับเด็กเรื่องวิธีจัดการอารมณ์แบบต่างๆ ที่เขาทำแล้วใช้ได้ เช่น ออกมาจากสถานการณ์ที่ทำให้มีอารมณ์มากๆ ตรงนั้นก่อน อาจไปดื่มน้ำเย็นๆ ล้างหน้า นับเลขในใจ หายใจเข้าออกลึกๆ คิดถึงอะไรที่ทำให้สบายใจขึ้น ฯลฯ ตามแต่เขาจะใช้ได้ผล

9. อย่าให้เด็กใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไป เพราะมีงานวิจัยที่บอกว่าเด็กที่ใช้เวลากับหน้าจอจะมีทักษะการจัดการอารมณ์ที่แย่ลง

10. พ่อแม่จะต้องเป็นตัวอย่างในการจัดการอารมณ์ที่ดีให้เด็กเห็น


สรุปคือ ยอมรับและเข้าใจอารมณ์ของลูกก่อน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ด้านบวกหรือด้านลบ ความเข้าใจหมายถึงการรับรู้ว่า เขากำลังรู้สึกดี กำลังรู้สึกไม่ดี กำลังดีใจ กำลังเศร้า กำลังโกรธ การทำความเข้าใจยอมรับของพ่อแม่ตรงนี้ นำไปสู่การที่ลูกจะสามารถยอมรับและเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง เมื่อเกิดความเข้าใจและยอมรับก็จะสามารถจัดการกับอารมณ์ในวิธีต่างๆ ที่เหมาะสม สุดท้ายพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างในการจัดการอารมณ์ที่ดีด้วย

อารมณ์เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่สำคัญคือ ทักษะในการการจัดการกับอารมณ์ที่เกิดได้

#หมอมินบานเย็น

07/08/2026
15/07/2026

เด็กคือผู้สร้างตัวเอง ไม่ใช่ภาชนะที่รอให้ผู้ใหญ่เติมเต็ม

หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดของมอนเทสซอริ คือความเชื่อว่า เด็กคือผู้สร้างตัวเอง เด็กไม่ได้เติบโตขึ้นเพราะผู้ใหญ่สร้างเขา แต่เติบโตจากการลงมือทำ เรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ด้วยตนเอง ผู้ใหญ่มีบทบาทสำคัญ แต่ไม่ใช่ผู้กำหนดทุกก้าวของการพัฒนา

Dr. Maria Montessori มองว่า ตั้งแต่วินาทีแรกของชีวิต เด็กกำลังทำงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง นั่นคือการสร้างบุคลิกภาพ ความคิด ความสามารถ และตัวตนของตนเอง ทุกการเคลื่อนไหว ทุกประสบการณ์ และทุกปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโตที่เกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่สามารถสร้างแทนได้

ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องเร่งให้เด็กเรียนเก่งกว่าใคร หรือพยายามสอนทุกอย่างให้เร็วที่สุด สิ่งที่เด็กต้องการมากกว่าคือโอกาสในการลงมือทำด้วยตนเอง เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเด็กฟัง แต่เกิดขึ้นเมื่อเด็กได้สัมผัส ทดลอง แก้ปัญหา และค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง

เรามักเห็นภาพผู้ใหญ่รีบสวมรองเท้าให้ลูก รีบเก็บของเล่นแทน หรือรีบตอบคำถามทุกครั้งที่เด็กสงสัย ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยความรักและความหวังดี แต่บางครั้ง ความช่วยเหลือที่มากเกินไปอาจทำให้เด็กเสียโอกาสในการสร้างความสามารถของตนเอง

ลองนึกถึงเด็กคนหนึ่งที่กำลังพยายามรูดซิปกระเป๋า แม้จะใช้เวลาหลายนาทีและทำผิดหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ลองใหม่ กล้ามเนื้อมือกำลังแข็งแรงขึ้น สมองกำลังเรียนรู้การวางแผน ความอดทนกำลังค่อย ๆ ก่อตัว และความมั่นใจกำลังเติบโต เมื่อเด็กทำสำเร็จ เขาไม่ได้เพียงรูดซิปได้ แต่เขาได้เรียนรู้ว่า “ฉันทำสิ่งที่ยากได้ด้วยตัวเอง”

มอนเทสซอริจึงให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กได้ทำงานด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์ หรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้เด็กสามารถลงมือทำได้อย่างอิสระ และค่อย ๆ พัฒนาความสามารถจากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อผู้ใหญ่เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ทำแทน” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” เด็กจะค่อย ๆ เติบโตเป็นคนที่คิดเป็น ทำเป็น รับผิดชอบเป็น และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง

สมาคมมอนเทสซอริแห่งประเทศไทย เชื่อว่า เด็กทุกคนมีพลังในการสร้างตัวเองอยู่แล้ว สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรมอบให้ ไม่ใช่การทำแทนทุกอย่าง แต่คือเวลา ความไว้วางใจ และสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เติบโตเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มศักยภาพ

15/07/2026

ช่วงที่ผ่านมามีคุณพ่อคุณแม่มาปรึกษาหมอด้วยปัญหานี้พอสมควร ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ปัญหาการเรียน สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ ปัญหาทักษะทางสังคม ภาวะออทิสติก ฯลฯ

วันนี้เลยอยากเขียนบทความที่พูดถึงในเรื่องนี้ค่ะ


แนวทางการแก้ไขปัญหาเด็กถูกกีดกันออกจากกลุ่ม ทำอย่างไรดี? (สำหรับครูและพ่อแม่)

1. สร้างความเข้าใจเรื่อง “ความหลากหลายของเด็ก”

เด็กแต่ละคนมีบุคลิก ความสามารถ และทักษะทางสังคมไม่เหมือนกัน ครูและพ่อแม่ควรเข้าใจว่า เด็กบางคนเข้าหากลุ่มยาก หรือไม่กล้าแสดงออก

2. สังเกตพฤติกรรมเด็กในห้องเรียน/ที่บ้าน

ครูควรหมั่นสังเกตว่าเด็กคนไหนมักถูกเพื่อนกีดกัน/หมางเมิน หรือไม่มีใครเลือกเข้ากลุ่ม พ่อแม่ควรถามลูกเป็นระยะๆ ว่า รู้สึกอย่างไรกับการทำงานกลุ่ม มีเพื่อนทำงานด้วยกันไหม

3.ใช้ระบบ “สุ่ม” หรือ “หมุนเวียนกลุ่ม” ในห้องเรียน

ให้โอกาสเด็กได้ทำงานกับเพื่อนหลากหลายคน

4.ส่งเสริมทักษะทางสังคมและความเข้าใจผู้อื่น

จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม/สร้างTeamwork ที่ฝึก empathy

5. เปิดพื้นที่ให้เด็ก “ระบายความรู้สึก”

เด็กที่ถูกกีดกันออกอาจไม่กล้าบอก
ครูอาจมีกล่องรับฟังความเห็น หรือเปิดโอกาสพูดคุยส่วนตัว

6. สร้างบรรยากาศ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ปลูกฝังค่านิยมเรื่องการไม่แบ่งแยก ไม่กีดกัน ยกย่องเด็กที่มีน้ำใจในการชวนเพื่อนเข้ากลุ่ม

7. พ่อแม่สอนทักษะเข้าสังคมที่บ้าน

ฝึกให้ลูกกล้าพูด กล้าชวนเพื่อน และรู้วิธีรับมือเมื่อรู้สึกโดนปฏิเสธ ให้ลูกเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่โรงเรียนเพื่อสังเกตความรู้สึกของเขา

8. ครูช่วยจับคู่หรือมอบหมาย “Buddy”

หากเด็กบางคนถูกรังเกียจหรือไม่มีเพื่อนเลย ครูอาจช่วยจับคู่กับเพื่อนที่เข้าใจ มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี

9. เด็กบางคนอาจต้องได้รับการช่วยเหลือ

เด็กที่ถูกกีดกันอาจมีปัญหาทางอารมณ์พฤติกรรมบางอย่างที่ต้องการการแก้ไข ช่วยเหลือ เช่น ปัญหาการเรียน สมาธิสั้น ก็ควรแนะนำไปพบผู้เชี่ยวชาญ


หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะคะ

#หมอมินบานเย็น

ที่อยู่

Khon Kaen
40000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Byte Smithผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์