HappyKids Shop By Jasmine

HappyKids Shop By Jasmine จำหน่ายเสื้อผ้าเด็ก ชุดนอนนำเข้า แ?

26/08/2022

TICS โรคกล้ามเนื้อกระตุก ที่พบได้บ่อยในวัยเด็ก
โรค Tic disorder : TICS คือ โรคที่กล้ามเนื้อมีการกระตุก การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว การกระตุกหรือเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อนั้น อาจเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของร่างกาย เช่น ใบหน้า ไหล่ มือ หรือขา หรือมีการเปล่งเสียงกะทันหัน ในบางกรณีการเปล่งเสียงนั้นอาจเป็นลักษณะพูดโพล่งออกมาเป็นคำหยาบ โดยอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจทำ และควบคุมไม่ไห้เกิดอาการได้ยาก เปรียบเทียบอาการของโรค TICS ว่าคล้ายกับอาการสะอึกเล็กน้อย แม้ว่าเราไม่อยากจะสะอึก แต่ร่างกายของเราก็ยังสะอึกอยู่ดี

สาเหตุของโรค TICS เกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว และมีแนวโน้มที่จะมีสาเหตุจากพันธุกรรม แต่โรค TICS ไม่ได้มีผลอันตรายหรือทำลายสมอง มักเกิดขึ้นควบคู่ไปกับโรคสมาธิสั้น (ADHD) และโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)

โรค TICS พบได้บ่อยในวัยเด็ก อาการอาจปรากฏครั้งแรกได้ตั้งแต่อายุประมาณ 5 ปี อาการมักเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ และเป็นๆ หายๆ โดยอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีความเครียด วิตกกังวล เหนื่อยล้า หรือตื่นเต้น และมักจะดีขึ้นเมื่อความเครียดหรือความกังวลลดลง ในช่วงที่อาการเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงขึ้น สามารถทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาทางอารมณ์หรือสังคม เช่น รู้สึกอับอาย ถูกกลั่นแกล้ง หรือแยกตัวจากสังคม

อาการกระตุกหรือเปล่งเสียงออกมากระทันหันนี้รบกวนกิจกรรมประจำวัน กิจกรรมที่โรงเรียน หรือการทำงาน

ถึงแม้อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจทำและควบคุมอาการได้ยาก แต่ในเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป อาจสามารถรับรู้ความรู้สึกไม่สบายในร่างกายก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหว หรือกระตุกทำให้เด็กสามารถควบคุมการกระตุกได้บางส่วนในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

อาการของโรค TICS จะเกิดขึ้นนานแค่ไหน? ส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหลังเกิดอาการขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่บ่อยครั้งที่อาการอาจกลับมาแบบเป็นๆ หายๆ มักมีอาการมากในช่วงอายุประมาณ 8 ปีจนถึงวัยรุ่น และมักจะเริ่มดีขึ้นหลังจากผ่านช่วงวัยรุ่นไปแล้ว

การรักษา
หากอาการกระตุกไม่รุนแรงและไม่ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ อาจช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยการหลีกเลี่ยงความเครียดหรือความเหนื่อยล้า ลดการล้อเลียน หรือพูดทักให้รู้สึกอับอาย แต่หากอาการกระตุกรุนแรงขึ้นและส่งผลต่อกิจกรรมประจำวัน เป้าหมายการรักษาจะเป็นการลดความถี่ของอาการกระตุก ด้วยการให้ผู้ป่วยรับรู้ความรู้สึกทางร่างกายที่มักจะรู้สึกได้ก่อนอาการกระตุก เพื่อฝึกเกร็งกล้ามเนื้อต้านอาการกระตุกที่เกิดขึ้นได้ ฝึกการผ่อนคลายอารมณ์เมื่อรู้สึกไม่สบายใจได้

นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยยาที่สามารถช่วยบรรเทาลดการกระตุก หรือการเคลื่อนไหวได้ และสามารถใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมและการทำจิตบำบัด

11/06/2022

#เด็กวัยน้อยกว่า3ขวบควรหัวเปียกอย่างน้อยวันละ3ชม.!!
ดูสภาพลูกที่วิ่งจนหัวเปียก ก็อดขำไม่ได้เลย เพิ่งคลอดป่าวลูกกกก 5555
เราเคยอ่านเจอมาจากเพจคุณหมอว่า เราควรสนับสนุนให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่เลือดสูบฉีด แบบว่าหัวใจเต้นแรง เหนื่อยฟิลแบบ ตัวอุ่น หายใจไม่ทันกันเลยทีเดียว จะเป็นการว่ายน้ำ วิ่ง ขี่จักรยาน หรือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ลูกได้ออกกำลังเต็มที่เพื่อเสริมความคล่องแคล่วแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่
บางทีเราก็ลืมไปเหมือนกัน งดไม่ให้ลูกดูจอ แต่ก็เอาแต่นั่งอ่านนิทานกัน หรือไม่ก็นั่งแช่เล่นทรายกันยาวนานเป็นชั่วโมงๆ อันนี้คุณหมอก็แนะนำนะคะ ว่ากิจกรรมพวกที่หัวใจเต้นเบา มุ้งมิ้งแบบนี้ไม่ควรนั่งแช่ยาวนานเกิน 1 ชั่วโมงต่อครั้ง
ขนาดผู้ใหญ่นั่งทำงานนานๆยังเสี่ยงเป็น Office Syndrome เด็กต้องการการพัฒนากล้ามเนื้อมากกว่าเรา เลยต้องการการเคลื่อนไหวและออกกำลังกายมากกว่าเราเยอะมาก
โดยกิจกรรมของเด็กอายุ 1-3 ขวบ จะถูกแบ่ง เป็น 3 ขั้น คือ
1. เหนื่อยจนหัวเปียก หัวใจเต้นรัว รวมๆกันทั้งวันควรได้มากกว่า 3 ชม.
2. กิจกรรมมุ้งมิ้ง อ่านนิทาน ตักทราย นั่งรถเข็น นั่งเล่นในคอก ครั้งนึงไม่ควรเกิน 1 ชม. พาออกมายืดเส้น ยืดสายนิดหน่อย เพราะการกระตุ้นให้เลือกไหลเวียน จะช่วยให้สมองและสติปัญญาของลูกพัฒนาได้ดีกว่านั่งเฉยๆเยอะเลย
3. นอนหลับ ก็ควรจัดไปจุกๆ วันละ 11-14 ชม. สะสมทำแต้มทั้งกลางวันกลางคืน
จากประสบการณ์ของบ้านเรา พบว่าถ้าเราจัดการข้อ 1 ได้อย่างดี ข้อ 3 นี่ไม่ต้องวุ่นวายเลย 2 ทุ่มก็หลับเรียบร้อยแล้ว
ก่อนหน้าจะมารู้เรื่องนี้เราก็ลืมที่จะใส่ใจให้ลูกได้ออกกำลังกายเยอะๆเหมือนกัน หากิจกรรมให้ทำบางทีก็นั่งแช่กันนานเพราะติดลม
พอรู้อย่างนี้แล้วก็เลยเข้าทางปะป๊าที่จะพาลูกออกไปวิ่ง เรียน Gym ว่ายน้ำ ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ก็สนุกมาเลยกับเราทุกคนในครอบครัว แต่หม่าม้าก็เหนื่อยลากเลือดเหมือนกัน 555
xx ออกกลางแจ้งอย่าอย่าลืมทากันแดดกันด้วยนะคะ ทั้งลูกทั้งแม่เลยค่า
#โตโตไปกับลูก
#กิจกรรมสำหรับเด็ก #กิจกรรมเด็ก #กิจกรรมลูก #กิจกรรมครอบครัว #กิจกรรมเรียนรู้สำหรับครอบครัว

21/01/2022

#เรื่องของการลงรูปลูกในโซเชียล

หมอได้ยินคำถามนี้ของคุณแม่ คิดว่าตรงกับเรื่องที่คนกำลังสนใจในโลกออนไลน์พอดี เลยอยากจะเขียนบทความเรื่องนี้

ก่อนอื่นอยากเล่าว่ามีเด็กๆ หลายคนที่เคยคุยกัน เล่าให้หมอฟังว่า

“หมอคับ ผมรู้สึกอึดอัดเวลาพ่อแม่ลงเกรดของผมในโซเชียล คือผม สอบได้ 4 หมด แต่ผมก็ไม่ได้อยากประกาศให้ใครรู้”

บางคนบอกว่า กดดันว่าจะต้องทำคะแนนให้ได้ดีๆ ต่อเนื่อง เลยไม่ค่อยอยากให้ใครรู้ว่าเขาเรียนเก่ง และดูเหมือนแม่จะชื่นชมเฉพาะเวลาที่เขาได้คะแนนดี ยิ่งกดดันเข้าไปอีก

เด็กบางคนบอกว่า “พ่อแม่เคยลงรูปผมตอนว่ายน้ำ แล้วเพื่อนผมมาเห็น (พ่อแม่เพื่อนเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊คกับพ่อแม่ของเด็ก) เพื่อนล้อผมใหญ่ เพราะผมมีพุง ล้อที่ผมมีนม (เด็กค่อนข้างอ้วน) ผมไม่ชอบเลย พ่อแม่ก็บอกว่า น่ารักออกลูก แต่ผมไม่อยากให้ลงนี่นา”


หมอเข้าใจความรักและความรู้สึกของพ่อแม่ ว่าเห็นว่าลูกน่ารัก อยากจะเก็บเป็นความทรงจำ

บางทีแม่บางคนบอกว่า “อยากจะให้คนอื่นชื่นชมลูกของเรา อย่างที่เรารู้สึก”

แต่เรื่องนี้ก็ควรระมัดระวัง ยิ่งบางครั้ง ลูกของเราก็อาจจะไม่ได้คิดแบบเราก็ได้ อย่าลืมว่ามันก็เป็นรูปของเขา นั่นก็คือคิดถึง ใจเขาใจเรา

นอกจากนั้นมันมีเรื่องที่ควรต้องพิจารณา เพราะลูกก็มีชีวิตของเขาที่ต้องดำเนินไป รูปๆ เดียวอาจส่งผลกระทบได้ตามมา


ผู้ใหญ่ควรตระหนักถึงสิทธิส่วนบุคคลของเด็ก และความปลอดภัย

ยิ่งในต่างประเทศ มีกฎหมายในเรื่องนี้ด้วย ถ้าหากมีใครนำรูปของคนหนึ่งไปลงเผยแพร่ในออนไลน์โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต เป็นเรื่องผิดกฎหมาย เรียกกฎหมายนี้ว่า Data privacy law

แต่ประเทศไทย หลายคนคิดว่าเรื่องแบบนี้ทำได้ไม่ผิดอะไร จริงๆ ก็ควรจะมีความละเอียดอ่อนกันสักหน่อย

มิจฉาชีพบางคนก็นำรูปลูกๆ ของเราไปแสวงหาผลประโยชน์ ยิ่งเด็กๆ ที่หน้าตาน่ารัก ถูกนำไปใช้ประกอบการโฆษณาโดยไม่ได้อนุญาต บางคนมีกรณีลักพาตัวเด็กได้ ต้องระวังทีเดียว

เด็กบางคนถูกเพื่อนบุลลี่ ล้อเลียนเพราะรูปที่พ่อแม่ลงในโซเชียล


1.ในวันที่ลูกโตพอจะรู้ความแล้ว หมอคิดว่าตรงนี้ควรจะถามเด็กสักหน่อย หากพ่อแม่จะลงรูปของรูปในโซเชียลหรือ Facebook ถามความสมัครใจก่อนว่าพ่อแม่ลงรูปนี้ลูกโอเคไหม ถ้าลูกไม่ชอบบอกได้นะ (อย่างไรก็ตาม หากเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเกิดผลกระทบอะไรตามมา ตามหลักพ่อแม่ยังคงต้องรับผิดชอบ)

2.ต้องรู้จักการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเช่น ที่โพสต์ไปเป็นการลงให้ดูในกลุ่มเพื่อน หรือลงแบบสาธารณะ ถ้าเป็นสาธารณะ ก็จะเผยแพร่ได้ไม่มีข้อจำกัด ตรงนี้พ่อแม่ต้องทำเป็น จึงไม่ควรโพสต์เป็นสาธารณะ

3.ในกรณีต้องการเก็บรูปไว้เป็นความทรงจำสามารถเก็บไว้ในอัลบั้มไฟล์ที่จำกัดการเข้าถึงได้ เช่น iCloud google drive OneDrive หรือที่สำรองไฟล์ส่วนบุคคล

เป็นกำลังใจให้พ่อแม่และลูกๆ ทุกคนนะคะ

#หมอมินบานเย็น
#คำถามจากทางบ้าน

06/01/2022
19/11/2021

“เมื่อลูกเรียกหา ในเวลาที่แม่มาช่วยไม่ได้”
ฉากนี้สะเทือนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

นั่งดูละครเรื่องนี้ในฐานะแม่ จะรู้สึกฮึกเหิมทุกครั้งที่มีฉากแม่น้ำพิงค์ เข้ามาปกป้องลูก เป็นเซฟโซนให้ลูก เราต้องแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยวเพื่อลูกให้ดีที่สุด

แต่ฉากนี้ เมื่อคืนนี้ ให้ข้อคิดกับเราว่า

“ลูกอาจไม่ได้เลี้ยงง่ายเสมอไป บางครั้งอาจจะเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ แต่ต้องไม่ท้อที่จะเลี้ยงและสอนเค้า ในเมื่อเราได้ให้เค้าเกิดมาเผชิญกับโลกนี้แล้ว การให้อาวุธติดตัวที่ดีที่สุดคือสติในการใช้ชีวิต การค่อยๆบอก ค่อยๆสอนให้ลูกเข้าใจว่า ความเสมอภาค แทบจะไม่ได้มีอยู่จริงในโลกนี้ เป็นเรื่องที่จะมองข้ามไม่ได้ #ความสุขของคนอื่นต้องไม่ทำให้เราทุกข์ เพราะแท้จริงแล้วโอกาสของคนเรามักไม่เท่ากัน ให้ลูกได้ยอมรับตัวเอง ว่าทางลัดแห่งความสุขคือทัศนคติชีวิตที่ดี

และเมื่อมีความหวัง ก็ต้องใช้ความพยายาม กำโอกาสที่เข้ามาให้แน่น และทำให้ดีที่สุดเสมอ โดยที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เมื่อไรที่พลั้งเผลอ อ่อนแอต่อสิ่งยั่วยุ ให้มีสติ ไม่เดินทางผิด และเมื่อไรที่ไม่สมหวังก็อุ้มความรู้สึกขึ้นมาให้ได้ด้วยตัวเอง

ฉากหนึ่ง แม่ของรำนำพูดประมาณว่า
- รู้สึกไม่ดีที่ลูกต้องเกิดมาเป็นลูกคนใช้ และรู้สึกว่าทำให้ลูกต่ำต้อย เลยพยายามตามใจ ให้ลูกทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข เป็นการชดเชย -

ได้ข้อคิดอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าเรา หรือ ตัวลูกจะรู้สึกว่าลูกขาดอะไรก็ตาม สิ่งที่ชดเชยได้ดีที่สุดคือความอบอุ่นจากพ่อแม่ และ ทัศนคติชีวิตที่ดี ที่เราจะให้เค้าต่างหาก ไม่ใช่ความสุขฉาบฉวยในช่วงเวลาหนึ่ง

พ่อแม่ ไม่สามารถอยู่เคียงข้างลูกไปตลอดชีวิต ลูกต้องแข็งแรงให้ได้ทั้งกายใจ โดยเฉพาะลูกคนเดียว

#กระเช้าสีดา

11/11/2021

เหตุผลที่ทำไมบนเฟสมีแต่รูปลูก:D

27/10/2021
28/08/2021

#อย่าทำเลย #ลูกทำไม่ได้หรอก
#เหตุผลที่พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูกว่าไม่ได้❌🧐

“อย่าทำเลย ลูกทำไม่ได้หรอก” คุณพ่อหรือคุณแม่ชอบพูดประโยคทำนองนี้กับลูกอยู่หรือเปล่าคะ? การที่เราพูดกับลูกอยู่เรื่อยๆ ว่า “ทำไม่ได้แน่ๆ” นั้นเป็นการที่เราค่อยๆ ทำร้ายลูก ด้วยการปิดโอกาส ไม่ให้ลูกได้ลองฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ที่สำคัญยังเป็นการพูดตัดกำลังใจลูกอีกต่างหาก

การพูดประโยคที่ว่า อย่าทำเลย ทำไม่ได้หรอก นั้นส่งผลทำให้ ลูกไม่กล้าเผชิญหน้า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง กลายเป็นคนหลีกเลี่ยงและหนีปัญหา ไม่รู้จักวิธีการรับมือ จัดการแก้ปัญหา หากไม่อยากให้ลูกกลายเป็นคนแบบที่กล่าวมาข้างต้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องสอนให้เขารู้จักรับมือกับปัญหาต่างๆ เริ่มจากการ เปลี่ยน “ไม่ได้” ให้เป็น “ได้” และเสริมทักษะการแก้ปัญหาด้วยวิธีดังต่อไปนี้

เพราะทักษะการรับมือกับปัญหาต่างๆ เป็นเรื่องที่เราควรปลูกฝังให้กับเด็กๆ ซึ่งทุกอย่างเริ่มจากการปรับมุมมอง
ฝึกลูกให้คิดบวก มองโลกในแง่ดี มองว่าทุกเรื่องมีทางออกเสมอ จากนั้นให้เขารู้จักตั้งคำถามบ่อยๆ เรียนรู้ข้อดีข้อด้อยของแต่ละวิธีการแก้ปัญหา

เปิดโอกาสให้ลูกลงมือทำ นอกจากการฝึกคิดวิเคราะห์แล้ว การลงมือทำก็เป็นสิ่งสำคัญ หมั่นสังเกตสิ่งรอบตัว ขยายกรอบความคิด เพื่อที่เขาจะได้ไม่ยึดติดกับการวิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ อีกทั้งการมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะเป็นแรงเสริมให้เด็กมีความมุ่งมั่น ไม่ละทิ้งกลางคัน

ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ เพราะอารมณ์ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องใช้สติในการแก้ไขปัญหาต่างๆ สุดท้ายอย่าลืมว่า ทั้งหมดนี้เราต้องตั้งใจให้จุดเริ่มต้นด้วยคำว่า “ได้” เท่านั้นค่า! สู้ๆนะคะคนเก่ง เริ่มทำได้ ล้มได้ ก็ลุกขึ้นมาได้ ไม่เป็นไรเลยลูก

#สารพันปัญหาการเลี้ยงลูก

ที่อยู่

Muang Nontha Buri

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HappyKids Shop By Jasmineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์