Vinyl Bros BKK Record & CD shop located in Thailand

New Arrivals
19/09/2025

New Arrivals

เสียงเพลงในสนาม Old Trafford ในแมตช์ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของดาบิด เด เกอา อดีตยอดผู้รักษาประตูชาวสเปนอันเป็นที่ร...
10/08/2025

เสียงเพลงในสนาม Old Trafford ในแมตช์ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของดาบิด เด เกอา อดีตยอดผู้รักษาประตูชาวสเปนอันเป็นที่รักของพวกเขาเพลงนึงที่มีเนื้อร้องว่า

Take me home
Take me home, United Road
To the place, I belong
To Old Trafford, to see United

Take me home, United Road
Take me home, United Road
To the place, I belong
To Old Trafford, to see United
Take me home

จริงๆแล้วเพลงนี้ได้ถูกแฟนบอลร้องในสนามตั้งแต่ช่วงปี 2006-2007 จนมาปีที่ผ่านมาบรูโน่ แฟร์นานซ์กัปตันทีมและแฟนบอลได้ลงความเห็นกันแล้วเลือกให้เพิ่มเพลงนี้มาเปิดในสนามทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันในฤดูกาล 2024/25 เป็นต้นมา เลยทำให้แฟนฟุตบอลจะได้ยินเพลงนี้บ่อยขึ้นนั่นเอง

โดยต้นฉบับของเพลงนี้ก็คือ Take me home, Country roads ของ John Denver ผู้ล่วงลับ (เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก เมื่อ 12 ตุลาคม 1997) เพลงนี้อยู่ในสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 4 ที่ออกวางขายเมื่อปี1971 ของเขา เพลงนี้เป็นที่รักของชาวอเมริการมามากกว่า 50 ปี และได้ถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์และซีรียส์หลายเรื่อง เช่นในปี 1995 ได้ถูกแปลงเป็นภาษาญี่ปุ่นเพื่อใช้ในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง 耳をすませば(Mimi wo Sumaseba) หรือในชื่อไทยว่า วันนั้น...วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู ของสตูดิโอจิบลิ อีกด้วย (ในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีเวอร์ชั่นของ Olivia Newton John ร้องอีกด้วย)

ในปี 2017 ถือว่าเป็นปีหนึ่งที่เพลงนี้กลับมาเป็นที่คุ้นหูกับแฟนภาพยนตร์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นปีที่มีการใช้เพลงถึง 4 เรื่องด้วยกัน (Alien:Covenant , Diary of a Wimpy Kid: The Long Haul , Logan Lucky และ Kingsman The Golden Circle) เลยทำให้ในปีนั้นเพลง Take me home, Country roads ได้กลับมาเป็นที่ค้นหาของคนทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยความรู้สึกในเพลงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการกลับบ้าน หรือสถานที่อันเป็นที่รัก จึงไม่แปลกใจเลยที่ภาพยนตร์และซีรียส์ต่างๆจะเลือกเพลงนี้มาใช้เพื่อสื่ออารมรณ์ รวมไปแฟนฟุตบอลของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่เข้ามาในสนาม Old Trafford ที่เป็นเหมือนบ้านของพวกเขานั่นเอง

Girls just wanna have fun เพลงที่ทำให้ WWE ไปถึงฝั่งที่ฝันไว้ Wrestlemania ครั้งที่41(เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา) แม...
04/05/2025

Girls just wanna have fun เพลงที่ทำให้ WWE ไปถึงฝั่งที่ฝันไว้

Wrestlemania ครั้งที่41(เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา) แมตช์ระหว่าง Rhea Ripley,Bianca Belairและ Iyo Sky ได้ถูกแฟนๆมวยปล้ำยกย่องว่าเป็นแมตช์ที่ดีที่สุดใน Wrestlemania ครั้งนี้ แต่จะมีแฟนมวยปล้ำกี่คนกันที่จะรู้ว่าจุดเปลี่ยนของมวยปล้ำหญิงที่แทบจะไม่มีอนาคตเลยจนกลายเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้แบบทุกวันนี้นั้นส่วนหนึ่งมาจาก MV Girls just wanna have fun ของ Cyndi Lauper

สำหรับแฟนมวยปล้ำในยุค80 หลายคนคงจำภาพของ Cyndi Lauper ว่าเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆผมหลากสีจากวงการเพลงมากระโดดโหวกเหวกโวยวายข้างๆเวทีมวยปล้ำในยุค 80 แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ WWE เติบโตสู่ระดับโลก และเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้นักมวยปล้ำหญิงสามารถลืมตาอ้าปากได้ในยุคที่ผู้หญิงมีหน้าที่แค่ขายความเซกซี่ในสังเวียนมากกว่าฝีไม้ลายมือในการปล้ำ

ยุค80 หลังจาที่ Vince McMahon ท่านประธานจอมฉาวของวงการเริ่มเข้ามามีบทบาทในสมาคมอย่างเต็มตัวใน WWF (ชื่อเดิมของ WWE) Vince ที่หาทางจะยกระดับมวยปล้ำให้ขึ้นไปอีกระดับจากแฟนกลุ่มเล็กๆตามรัฐต่างๆไปสู่ระดับชาติ เขาก็ได้สะดุดตากับ Cyndi Lauper ที่กำลังดังอยู่กับ MTV ในเวลานั้น เพราะใน MV Girls just wanna have fun เพลงดังในอัลบั้ม She’s so usual ของเธอ มีกัปตันลู อัลบาโน่นักมวยปล้ำของ WWF มารับบทเป็นพ่อของเธอ ซึ่งประจวบเหมาะกับความต้องการของ Vince พอดีจึงได้ชักชวนเธอเข้ามาร่วมงานกัน

หลังจากได้ร่วมงานกับ WWF Cyndi ก็ได้มีส่วนผลักดันให้มวยปล้ำหญิงที่แม้แต่ตัวของ Vince เองก็ยอมรับว่าโอกาสเติบโตทางธุรกิจนั้นต่ำมากๆ จนในเนื้อเรื่องของเวลานั้น Cyndi ต้องเลือกให้ Wendi Richter มาเป็นตัวแทนในการปล้ำแทนเธอ แล้วหลังจากแมตช์นั้นเองความความนิยมและความสนใจจากทั่วทั้งประเทศก็ได้หลั่งไหลมาสู่วงการมวยปล้ำหญิงมากขึ้น

ถึงแม้จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่ส่งให้ WWE (WWFในอดีต) เติบโตจนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และเพิ่งเข้าสู่ Netflix เธอก็ยังไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่ Hall of Frame ของทางฝั่งมวยปล้ำแม้แฟนๆจะเรียกร้องมากมายแค่ไหนก็ตาม (วันที่เขียน : พฤษภาคม 2568) แต่ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่า Girls just wanna have fun และอัลบั้ม She’s so usual ของเธอนั้นได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอและวงการมวยปล้ำไปตลอดกาล

1 เพลง 40 ศิลปินเพื่อน้องๆในแอฟริกา การที่เพลง 1 เพลงจะถูกร้องโดยคน40กว่าคนคงเป็นเรื่องง่ายในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเทคโนโลย...
11/01/2025

1 เพลง 40 ศิลปินเพื่อน้องๆในแอฟริกา

การที่เพลง 1 เพลงจะถูกร้องโดยคน40กว่าคนคงเป็นเรื่องง่ายในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเทคโนโลยีในการตัดต่อเอาเสียงกี่สิบกี่ร้อยคนมาประกอบกันเป็นเพลงๆหนึ่ง การอัดเสียงที่ไหนในโลกแล้วส่งมารวมกันได้แค่ชั่วพริบตา ไปจนถึงอุปกรณ์อัดเสียงที่เข้าถึงได้ง่ายจนกลายเป็นเรื่องง่ายที่หลายคนสามารถที่จะทำผลงานเพลงออกมาได้ แต่ถ้าหากเราย้อนเวลากลับไปในปี 1985 การที่จะนำคนมากกว่า 40 คนมารวมตัวกันในสตูดิโอเพื่อร้องเพลงเดียวถือว่ายากแล้ว แต่งานนี้นั้นยากขึ้นไปอีกเพราะศิลปินที่มาร่วมร้องเพลงนี้ทั้งหมดนั้นถือว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์ของยุคนั้นเลยทีเดียว

หลังจากที่ศิลปินและโปรโมเตอร์ฝั่งอเมริกาเห็น Band aid โปรเจ็ครวมศิลปินเพื่อหาทุนให้ประเทศเอธิโอเปียปล่อยเพลง Do They Know It’s Christmas ออกมาในเดือนพฤศจิกายน 1984 ทางฝั่งอเมริกาก็คิดที่จะทำเพลงเพื่อที่จะระดมทุนเพื่อนเด็กๆขึ้นมาบ้าง เริ่มจาก Harry Belafonte ศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนดังในยุคนั้น และ Ken Kragen นักสร้างสรรโปรเจ็คระดับยักษ์ของวงการได้ติดต่อให้ Lionel Richie ศิลปินและนักแต่งเพลงที่กำลังโด่งดังสุดๆในตอนนั้นมาเป็นคนแต่งเพลง

Lionel Richie ก็ได้ทำการติดต่อ Michael Jackson ให้มาร่วมในการแต่งเนื้อและ Quincy Jones โปรดิวซ์เซอร์มือทองของยุคมาช่วยควบคุมการผลิตเพลง และในระหว่างที่รอทั้ง 2 แต่งเพลงทางทีมเบื้องหลังก็ได้รวบรวมศิลปินชื่อดังแบบไม่แบ่งสีผิวและแนวเพลงของอเมริกาในยุคนั้นอย่าง Bruce Springsteen, Cyndi Lauper, Stevie Wonder และ Tina Turner เป็นต้นเข้ามาร่วมร้องเพลงโปรเจ็คนี้

ด้วยการทำงานที่ยากลำบากในสมัยอนาล็อคที่หลังจากได้เดโม่เพลงออกมาแล้วก็ต้องอัดทุกอย่างลงในเทปและรวมข้อมูลต่างๆส่งไปรษณีย์ไปให้บรรดาศิลปินกว่า 50 คนเพื่อที่จะให้งานนี้สำเร็จอย่างเงียบที่สุด แต่ทุกอย่างกลับหลุดออกไปถึงหูสื่อมวลชนตั้งแต่เริ่มโปรเจ็ค จนสุดท้ายในวันที่ 28 มกราคม 1985 ศิลปินระดับท๊อปของอเมริกามากกว่า 45 ชีวิตก็ได้มาถึงสตูดิโอของ A&M และหลังจากวันนั้นทุกวินาทีก็คือตำนานของเพลงนี้

เพราะหลังจากอัลบั้มนี้ได้วางแผงก็ขายออกไปมากกว่า 20ล้านก๊อปปี้ทั้วโลกและมียอดขายระดับแพลตินัม4ครั้งในอเมริกา***และยังได้รางวัลยอดขายระดับแพลตตินัมในอีกหลายๆประเทศ และยังกวาดอีกหลายรางวัลในหลายประเทศทั่วโลก และยังทำรายได้จากสินค้าต่างๆไปมากกว่า80ล้านเหรียญ

ยอดขายอัลบั้มและสินค้าต่างๆของ We Are The World อาจจะมากถึง 80 ล้านเหรียญถึงจะไม่ได้ช่วยให้ปัญหาความยากจนหรืออดอยากในเอธิโอเปียได้หายไปตลอดกาล แต่ก็ทำให้เด็กๆที่ได้รับการช่วยเหลือในวันนั้นได้มีชีวิตรอดและเติบโตขึ้นมาเป็นประชากรที่ดีของประเทศและโลกใบนี้

ท้ายที่สุด We Are The World ไม่ได้แค่ช่วยเหลือเด็กๆในเอธิโอเปียเท่านั้นหลังจากที่เพลงนี้ประสพความสำเร็จก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ทั่วโลกร่วมกันทำเพลงเพื่อการกุศลกันทั่วโลกเช่นกลุ่มศิลปินลาตินในชื่อ Hermanos del Tercer Mundo (Brothers of the Third World) กลุ่มศิลปินร็อคในชื่อ Rock Aid Armenia เพื่อช่วยแผ่นดินไหวในอัลเมเนียปี 1988 และโปรเจ็คเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ออกมาอีกเรื่อยๆ

*** การให้รางวัลยอดขายในแต่ละประเทศนั้น จำนวนยอดขายที่จะได้รางวัลจะต่างกันตามที่แต่ละประเทศกำหนด เช่นในอเมริกา ระดับGoldจะขายได้ 5แสนก๊อปปี้ ระดับPlatinum 1ล้านก๊อปปี้ ระดับMulti-Platinum 2ล้านก๊อปปี้และ ระดับDiamond 10ล้านก๊อปปี้ อังกฤษ Silver 6หมื่นก๊อปปี้ Gold 1แสนก๊อปปี้ Platinum 3แสนก๊อปปี้ เป็นต้น ***

Last Christmas ที่ไม่ได้ดังมาจากแค่ลำโพงเครื่องเสียงเท่านั้นถ้าพูดถึงเพลงประจำวันคริสมาสแล้ว Last Christmas ของ Wham! ก็...
25/12/2024

Last Christmas ที่ไม่ได้ดังมาจากแค่ลำโพงเครื่องเสียงเท่านั้น

ถ้าพูดถึงเพลงประจำวันคริสมาสแล้ว Last Christmas ของ Wham! ก็ต้องถูกนึกถึงและจัดเข้า playlist อย่างแน่นอน แต่ยังมีอีกสถานที่นึงที่เพลงนี้ถูกร้องซ้ำๆ และมีดราม่าจากการใช้เพลงนี้ในสถานที่นั้นๆอีกด้วย

เสียงกระหึ่มจากแฟนฟุตบอลเจ้าถิ่น 50,000 กว่าคนที่ Celtic Park สนามเหย้าของทีม Glasgow Celtic ทีมดังจากสก๊อตแลนด์ที่คนไทยรู้จักดี ได้นำเอาเพลง Last Christmas มาแปลงเป็นเพลงเชียร์ของทีมตัวเองตั้งแต่ปี 2014 และใช้เรื่อยมา โดยจะร้องว่า
" Last Christmas I gave you my heart
But the very next day you gave it away
This year to save me from tears
I’ll give it to (ชื่อผู้จัดการทีมหรือผู้เล่น) "

นอกจาก Celtic แล้วในสนามอื่นๆแฟนฟุตบอลร่วมกันร้องเพลงนี้ในสนามกันอย่างสนุกสนานโดยไม่ต้องแปลงเนื้อเพลงแต่อย่างใด และในสนามกีฬาต่างๆก็จะมีดีเจเปิดเพลงนี้เป็นปกติตลอดเดือนธันวาคม

จนปี 2010 ได้มีคำว่า "Whamageddon" ออกมาสู่โลกอินเตอร์เน็ต เริ่มจากกลุ่มคนในบอร์ด GTPlanet ได้รวมตัวกันเล่นเกมส์ที่มีกติกาว่า "จะหลีกเลี่ยงไม่ฟัง Last Christmas ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมจนถึงคริสมาสอีฟ (24ธันวาคม)" ปัจจุบันมีการเปิด group และผู้เล่นใน facebook รวมตัวมากกว่า 19,000 คน

ส่งผลให้ในวันที่ 2 ธันวาคม 2023 ในเกมส์การแข่งขันระหว่าง Northampton Town กับ Portsmouth แมตต์ เฟสเซอร์ ดีเจที่มาทำหน้าที่เปิดเพลงในวันนั้นก็ได้เปิดเพลง Last Christmas ขึ้นมาส่งผลให้เขาได้เขี่ยคนมากกว่า 7,000 คนออกจากการเล่น Whamageddon ออกจากเกมส์โดยไม่ได้ตั้งใจ จนทำให้หลายๆคนออกมาต่อว่าและเขาต้องออกมาขอโทษด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นการใหญ่

ส่วนใครที่ไม่ได้เล่น Whamageddon แล้วอยากที่จะสะสมแผ่น Single Last Christmas Japan Press ทางร้านก็มีให้บริการครับ

雨は夜更け過ぎに 雪へと変わるだろう(ame wa yofuke sugi niyuki e to kawaru darou)Silent night, holy nightきっと君は来ない ひとりきりのクリスマス・イブ(kitto kim...
22/12/2024

雨は夜更け過ぎに
雪へと変わるだろう
(ame wa yofuke sugi ni
yuki e to kawaru darou)
Silent night, holy night
きっと君は来ない
ひとりきりのクリスマス・イブ
(kitto kimi wa konai
hitorikiri no kurisumasu ibu)
Silent night, holy night

ท่อนแรกที่คุ้นหูแฟน City pop ของเพลง Chritmas eve ที่เราจะได้ยินเป็นประจำในเกือบทุกรายการและละครของญี่ปุ่นตลอดเดือนธันวาคมมามากกว่า 30 ปี และอยู่ยงคงกระพันติด Oricon Weekly Singles Ranking TOP 100 มาตลอด 39 ปี (รวมปีนี้ด้วย เพราะเวอร์ชั่น 2024 เพิ่งถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา)

Christmas eve เพลงสุดท้ายในหน้าBของStudio Album ลำดับที่ 7 ของ Yamash*ta Tetsuro ที่มีชื่อว่า Melodies วางแผงครั้งแรกในวันที่ 8 มิถุนายน 1983 และเพลงนี้ได้ถูกเลือกปล่อยเป็น Single โปรโมทกับเพลง White Christmas ในวันที่ 14 ธันวาคม 1983

กว่า 39 ปีที่ติดอันดับเพลงฮิตของ Oricon Chart มาตลอด (ติดชาร์ตครั้งแรกปี 1983 และกลับมาติดอีกครั้งในปี1986จนถึงปัจจุบัน) Christmas eve ได้ปรากฎอยู่ในสื่อต่างๆของประเทศญี่ปุ่นในช่วงเดือนธันวาคมไม่ว่าจะเป็นโฆษณาของรถไฟสายโทโฮคุ , โฆษณาสถาบันเสริมความงาม , โฆษณารถยนต์ , รายการทีวี , ละคร ไปจนถึงเพลงที่เปิดตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าตลอดเวลาจนถึงวันคริสมาส จนทำให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่เกี่ยวกับคริสมาสที่ดังที่สุดในญี่ปุ่นร่วมกับ All I Want for Christmas Is You ของ Mariah Carey และ Last Christmas ของ Wham!

ด้วยความนิยมในเพลง Christmas Eve ที่อาจจะ(ทำนอง)หวานอม(ความหมาย)เปรี้ยว แต่ก็ไม่สามารถทำให้คนญี่ปุ่นเลิกใช้และเลิกฟังเพลงนี้ได้ ช่างตรงกันข้ามกับท่อนที่ร้องว่า "きっと君は来ない ひとりきりのクリスマス・イブ(kitto kimi wa konai hitorikiri no kurisumasu ibu) (เธอคงจะไม่มาแล้วแน่ๆ ช่างเป็นคริสต์มาสอีฟที่เปล่าเปลี่ยวจริงๆ) เหลือเกิน

แต่ถ้าใครอยากจะหาแผ่น Melodies ของ Yamash*ta Tetsuro ปั้มแรกแล้วหล่ะก็ทางร้านเรามีให้บริการพร้อมส่งในสภาพ Ex to NM แบบมีและไม่มีโอบิสามารถสอบถามจับจองเป็นเจ้าของได้เลยครับ

ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้๕ ธันวาคม ๒๕๖๗
05/12/2024

ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

๕ ธันวาคม ๒๕๖๗

๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๗  วันนวมินทรมหาราช  น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ...
13/10/2024

๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๗
วันนวมินทรมหาราช
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
-------------------------------------
ข้าพระพุทธเจ้าร้าน Vinyl Bros BKK

Updated new coming
08/09/2024

Updated new coming

New stock's coming
05/09/2024

New stock's coming

New coming
23/06/2024

New coming

ที่อยู่

88/62 Soi Panuwong 7, Bang Muang, Mueang Samut Prakan
Samrong
10270

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Vinyl Bros BKKผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์