Zero Member

Zero Member Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from Zero Member, New York, NY.

ปาฏิหาริย์ใต้ผ้าคลุมศพ: หยาดน้ำตาของมหาเศรษฐี กับสัมผัสปริศนาของเด็กข้างถนนที่พลิกชะตาความตายI. วินาทีที่โลกทั้งใบพังทลา...
08/09/2026

ปาฏิหาริย์ใต้ผ้าคลุมศพ: หยาดน้ำตาของมหาเศรษฐี กับสัมผัสปริศนาของเด็กข้างถนนที่พลิกชะตาความตาย

I. วินาทีที่โลกทั้งใบพังทลาย

กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องไอซียูระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ไม่สามารถกลบกลิ่นอายของความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้

เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพที่เคยดังกะพริบเป็นจังหวะ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงลากยาวบาดหู... เส้นกราฟบนหน้าจอราบเรียบเป็นเส้นตรง

"ธากร" มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ ผู้ครอบครองอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์มูลค่าแสนล้าน ทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ร่างกายที่เคยสง่าผ่าเผยบัดนี้สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เขากุมมือที่เย็นเฉียบของ "น้องกฤต" ลูกชายวัยเจ็ดขวบเพียงคนเดียวเอาไว้แน่น น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้มอย่างไม่อายใคร

"หมอไพศาล... ทำอะไรสักอย่างสิ! หมอต้องการเงินเท่าไหร่ผมยอมจ่ายหมด เอาเครื่องมือที่ดีที่สุดในโลกมา! ช่วยลูกผมด้วย!" ธากรเงยหน้าขึ้นตะโกนด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสิ้นหวัง

นายแพทย์ไพศาล หัวหน้าทีมแพทย์เฉพาะทางที่เก่งที่สุด ส่ายหน้าอย่างช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความสลดใจ "เราทำอย่างสุดความสามารถแล้วครับคุณธากร... ร่างกายของน้องกฤตปฏิเสธการรักษา หัวใจของน้องหยุดเต้นแล้ว... หมอเสียใจด้วยครับ"

พยาบาลเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เธอค่อยๆ ดึงผ้าปูเตียงสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นมาคลุมปิดใบหน้าที่ซีดเผือดของเด็กน้อย เสียงสะอื้นไห้ของธากรดังก้องไปทั่วห้อง มันเป็นเสียงของหัวอกคนเป็นพ่อที่ถูกควักหัวใจออกไปทั้งเป็น สมบัติหมื่นล้านที่มีอยู่ ไม่สามารถซื้อลมหายใจของลูกชายกลับคืนมาได้แม้แต่วินาทีเดียว

II. ผู้บุกรุกในห้องแห่งความตาย

ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง

"เฮ้ย! เข้าไปไม่ได้นะไอ้หนู! จับตัวมันไว้!" เสียงพนักงานรักษาความปลอดภัยตะโกนลั่น

ประตูห้องไอซียูถูกผลักออกอย่างแรง ร่างเล็กๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง สภาพของเขาดูแทบไม่ได้... เสื้อยืดสีหม่นที่ขาดวิ่น เนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยคราบดินและเขม่าควัน กลิ่นเหม็นสาบโชยออกมาจากตัว และที่สำคัญ... เขาไม่ได้สวมรองเท้า

"หมอก" คือชื่อของเด็กเร่ร่อนวัยแปดขวบคนนี้

เจ้าหน้าที่รปภ. สองคนวิ่งตามเข้ามาเตรียมจะกระชากตัวเด็กชายออกไป แต่ความคล่องแคล่วของเด็กข้างถนนทำให้หมอกมุดลอดใต้โต๊ะเครื่องมือแพทย์ และกระโจนขึ้นไปบนเตียงของผู้ป่วยที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวทันที!

"ไอ้เด็กบ้า! ลงมาเดี๋ยวนี้นะ นี่มันศพลูกชายท่านประธาน!" รปภ. ตวาดลั่น

แต่หมอกไม่สนใจเสียงรอบข้าง มือเล็กๆ ที่สั่นเทาและดำปิ๊ดปี๋ของเขา เอื้อมไปกระชากผ้าคลุมสีขาวนั้นออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ไร้ลมหายใจของน้องกฤต

"แกทำบ้าอะไร! อย่ามาแตะต้องลูกฉัน!" ธากรแผดเสียงด้วยความโกรธจัด พยายามจะพุ่งเข้าไปดึงตัวเด็กมอมแมมคนนั้นออก

แต่สิ่งที่หมอกทำในวินาทีต่อมา กลับทำให้ทุกคนในห้องต้องหยุดชะงักราวกับถูกมนตร์สะกด

อ่านตอนต่อไปได้ที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇

ผมไปประจำการทหารแปดเดือน กลับมาเจอภรรยาถูกซ้อมจนซ้ำตัวงออยู่ข้างเปลลูกที่กำลังไข้สูงโดยมีแม่และน้องสาวนิ่งดูดาย... ผมจึง...
08/08/2026

ผมไปประจำการทหารแปดเดือน กลับมาเจอภรรยาถูกซ้อมจนซ้ำตัวงออยู่ข้างเปลลูกที่กำลังไข้สูงโดยมีแม่และน้องสาวนิ่งดูดาย... ผมจึงสั่งตำรวจทหารและทนายบุกจับคาบ้านและไล่ตะเพิดพวกมันไปนอนคุก!

I. การกลับมาจากสมรภูมิที่ไร้ความสุข

ผมชื่อ "ร้อยเอกอนาวิน" ตลอดระยะเวลาแปดเดือนที่ผ่านมา ผมต้องละทิ้งความสุขส่วนตัวเพื่อไปทำภรรพกิจทหารชายแดนที่ห่างไกลและอันตราย สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผมให้สู้ต่อในทุกๆ วันคือ "รินรดา" ภรรยาที่เพิ่งให้กำเนิดลูกชายตัวน้อยก่อนที่ผมจะเดินทางไปประจำการ ผมเฝ้ารอคอยวันที่ภารกิจสิ้นสุดลงเพื่อจะได้กลับมาโอบกอดครอบครัวเล็กๆ ของผมด้วยความรัก

แต่ในคืนวันที่ผมกลับมาถึงคฤหาสน์ประจำตระกูลโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า บรรยากาศภายในบ้านกลับเงียบสงัดและเย็นยะเยือกราวกับสุสาน ผมรีบก้าวเท้าขึ้นไปยังห้องนอนชั้นสอง ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของผมแตกสลายและแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นอันมหาศาล

บนเตียงเด็กทารก ลูกชายตัวน้อยวัยเจ็ดเดือนของผมกำลังนอนร้องไห้ครางเครือ เนื้อตัวแดงก่ำและไอร้อนระอุจากพิษไข้สูง และที่พื้นข้างเปลนอน... รินรดากำลังนั่งคุดคู้ตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นห้อง ใบหน้าของเธอซีดเผือด ริมฝีปากแตก และเมื่อผมมองไปที่แขนและขาของเธอ มันเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำจากการถูกทุบตีอย่างทารุณ

II. ความใจดำของปลิงในคฤหาสน์

ในขณะที่ผมกำลังพุ่งตัวเข้าไปประคองภรรยาและลูกด้วยความตื่นตระหนก ประตูห้องก็เปิดออก แม่ของผมเดินนวยนาดเข้ามาในชุดผ้าไหมหรูหราพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก เธอมองรินรดาด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนจะพูดกับผมอย่างหน้าตาเฉย

"กลับมาแล้วเหรออนาวิน? อย่าไปสนใจนังผู้หญิงชั้นต่ำคนนี้เลย มันต้องโดนสั่งสอนซะบ้าง ทำตัวเป็นคุณนายชูคอในบ้านฉัน ไม่ยอมตื่นมาเตรียมอาหารเช้าให้ฉันกับน้องสาวแก!"

ทันใดนั้น "อลิส" น้องสาวแท้ๆ ของผมก็เดินนวยนาดตามเข้ามา พลางเคี้ยวหมากฝรั่งและหัวเราะคิกคักด้วยความสะใจ "ใช่ค่ะพี่นาวิน นังนี่มันอ้างว่าลูกไม่สบายทั้งคืนเลยไม่ได้นอน... โธ่! ไอ้เด็กทารกนี่มันเป็นความรับผิดชอบของมันคนเดียว จะมาสำออยขี้เกียจไม่ได้หรอก สมควรแล้วที่โดนคุณแม่ตบสั่งสอนไปเมื่อเย็น!"

ผู้หญิงสองคนที่ผมเรียกว่าแม่และน้องสาว ยืนพูดจาโหดร้ายราวกับคนไร้หัวใจ ท่ามกลางเสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดของลูกชายผมและรอยแผลเต็มตัวของภรรยาผม

ผมรู้สึกเหมือนเลือดในกายมันเดือดพล่านจนแทบระเบิด แต่ในฐานะนายทหารระดับสูง ผมรู้ดีว่าการใช้กำลังตัดสินไม่ใช่ทางออกที่ชาญฉลาดที่สุด ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นทุกความรู้สึกอารมณ์ นัยน์ตาของผมเปลี่ยนเป็นนิ่งสนิทดุจน้ำแข็ง ผมไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ส่งเสียงเอะอะโวยวายใดๆ ผมเพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา กดส่งข้อความสั้นๆ ไปยังบุคคลสามกลุ่มที่ผมเตรียมการไว้ล่วงหน้า จากนั้นผมก็อุ้มรินรดาและลูกชายขึ้นรถ ขับตรงไปยังโรงพยาบาลทหารที่ใกล้ที่สุดทันที

อยากรู้บทสรุปทั้งหมด? ดูที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇

เที่ยวบินข้ามทวีป: บทเรียนราคาแพงของสามีเห็นแก่ตัวมือของ ‘ธีรเดช’ ที่กำลังกดปิดฝากระโปรงรถฮอนด้าซีวิคสีดำชะงักไปเล็กน้อย...
08/08/2026

เที่ยวบินข้ามทวีป: บทเรียนราคาแพงของสามีเห็นแก่ตัว

มือของ ‘ธีรเดช’ ที่กำลังกดปิดฝากระโปรงรถฮอนด้าซีวิคสีดำชะงักไปเล็กน้อย เขากวาดสายตามองกองสัมภาระที่อัดแน่นอยู่เต็มท้ายรถจนแทบจะทะลักออกมา ทั้งกระเช้ารังนกเกรดพรีเมียม กระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดที่เพิ่งถอยมาจากช็อป และเครื่องประดับทองคำแท้... ของฝากมูลค่าเฉียดแสนบาทเหล่านี้ถูกเตรียมไว้เพื่อเอาใจ ‘คุณนายสมพิศ’ ผู้เป็นมารดาของเขาในวันเกิดครบรอบหกสิบปี

เขาหันกลับมามองฉัน ‘รินรดา’ ภรรยาที่แต่งงานกินอยู่กันมาเจ็ดปี และ ‘น้องพรีม’ ลูกสาววัยห้าขวบที่กำลังยืนจับมือฉันแน่นอยู่ริมฟุตบาทหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสาร

"ริน พี่ขอโทษจริงๆ นะที่ให้รินกับลูกนั่งรถไปด้วยไม่ได้" ธีรเดชตีหน้าเศร้า แววตาแสร้งทำเป็นรู้สึกผิด "รินก็เห็นว่าของฝากแม่มันเต็มรถไปหมด แค่ที่นั่งพี่ก็แทบจะขยับตัวไม่ได้แล้ว รินพาลูกนั่งรถทัวร์ไปก่อนนะ แค่หกชั่วโมงเอง เดี๋ยวพี่ไปรอรับที่ บขส. ปลายทาง"

เขายัดตั๋วรถทัวร์ชั้นประหยัดราคาถูกสองใบใส่มือฉัน ก่อนจะก้มลงลูบหัวลูกสาวอย่างลวกๆ "เป็นเด็กดีนะพรีม ไปกับแม่นะลูก พ่อต้องรีบเอาของไปให้คุณย่า"

พูดจบ ธีรเดชก็รีบก้าวขึ้นรถ สตาร์ทเครื่อง และขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะมองกระจกหลังเพื่อดูว่าลูกสาวตัวน้อยกำลังยืนน้ำตาคลอเบ้าเพราะถูกผู้เป็นพ่อทอดทิ้งให้ไปเผชิญความลำบาก

ฉันมองตามท้ายรถที่ค่อยๆ ลับสายตาไป รอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยความสมเพชค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก

"คุณแม่ขา... เราต้องนั่งรถทัวร์เบียดๆ ไปหาคุณย่าจริงๆ หรอคะ พรีมเมารถ พรีมไม่อยากไปเลย" ลูกสาวกระตุกชายเสื้อฉันเบาๆ

ฉันย่อตัวลงตรงหน้าลูกสาว ลูบผมที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อของเด็กน้อย ก่อนจะดึงตั๋วรถทัวร์สองใบในมือขึ้นมา... แล้วฉีกมันทิ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โยนลงถังขยะอย่างไม่ไยดี

"ใครบอกว่าเราจะไปหาคุณย่ากันล่ะคะลูกพรีม?" ฉันยิ้มกว้าง แววตาเต็มไปด้วยอิสรภาพ "วันนี้เราจะไปเที่ยวกันค่ะ... ไปในที่ที่สวยที่สุด"

ธีรเดชคิดว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงโง่ๆ ที่ยอมทนให้เขากับแม่กดหัวมาตลอดเจ็ดปี เขาคิดว่าฉันไม่รู้เรื่องบัญชีเงินฝาก ‘ลับ’ ที่เขาแอบเปิดร่วมกับแม่ของเขา แล้วค่อยๆ ยักยอกเงินจากธุรกิจร้านอาหารที่เราสองคนสร้างมาด้วยกันไปซุกซ่อนไว้ เขาหลอกฉันว่าช่วงนี้เศรษฐกิจแย่ ร้านขาดทุน เพื่อบีบให้ฉันต้องประหยัดอดออมจนแทบไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้ลูก ในขณะที่ตัวเองรูดการ์ดซื้อของแบรนด์เนมไปปรนเปรอแม่ตัวเองอย่างหน้าชื่นตาบาน

แต่เขาคงลืมไปว่า... ฉันคือคนที่วางระบบบัญชีทั้งหมดให้ร้าน

เมื่อคืนนี้ หลังจากที่เขานอนหลับกรนเสียงดัง ฉันได้ทำการแฮ็กเข้าระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งของบัญชีร่วมนั้น (ด้วยพาสเวิร์ดที่เป็นวันเกิดแม่ของเขา ซึ่งเดาได้ไม่ยากเลย) และพบว่ามีเงินสดนอนนิ่งอยู่เกือบสามล้านบาท!

และในวินาทีที่รถของธีรเดชเลี้ยวพ้นประตูสถานีขนส่งไป... เงินทุกบาททุกสตางค์ในบัญชีนั้นก็เพิ่งถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของฉันในต่างประเทศจนเหลือยอดเงิน 0.00 บาทอย่างสมบูรณ์แบบ

เงินก้อนหนึ่งถูกสกัดออกมาใช้จ่ายทันที... สำหรับตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ (Business Class) ของสายการบินระดับโลก มุ่งหน้าสู่มหานครปารีส ประเทศฝรั่งเศส

"ไปกันเถอะลูก แท็กซี่มารอแล้ว" ฉันจูงมือลูกสาวขึ้นรถแท็กซี่ที่จองไว้ล่วงหน้า "ไปสนามบินสุวรรณภูมิค่ะพี่"คลิกเลย!

ติดตามเรื่องเต็มได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์ 👇

หน้ากากแม่พระกับรอยแผลใต้ร่มผ้า: เจ็ดปีที่ถูกกักขัง สู่การทวงคืนลูกสาวจากขุมนรกผู้ดีตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ ‘น้อง...
08/08/2026

หน้ากากแม่พระกับรอยแผลใต้ร่มผ้า: เจ็ดปีที่ถูกกักขัง สู่การทวงคืนลูกสาวจากขุมนรกผู้ดี

ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ ‘น้องพริม’ ลูกสาวเพียงคนเดียวของฉันก้าวเท้าเข้าสู่โรงเรียนอนุบาลนานาชาติชื่อดังจนถึงชั้นประถม ฉัน... ‘จันทร์เจ้า’ ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้าไปในรั้วโรงเรียนของลูกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“สภาพอย่างเธอ ไปก็มีแต่จะทำให้ลูกอับอายเปล่าๆ เด็กพวกนั้นเป็นลูกผู้ดีมีตระกูล ถ้าเขารู้ว่าพริมมีแม่เป็นอดีตเด็กเสิร์ฟสลัมๆ อย่างเธอ ลูกจะโดนเพื่อนล้อและไม่มีที่ยืนในสังคม”

นั่นคือคำประกาศิตของ ‘อรรถกร’ สามีที่ฉันเคยคิดว่ารักและหวังดีกับครอบครัวที่สุด เขาใช้ความต่ำต้อยของฉันเป็นข้ออ้างในการกางปีก ‘ปกป้อง’ ลูกสาว ฉันยอมกลืนน้ำตาและก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ยอมเป็นแม่ที่ถูกซ่อนไว้ในมุมมืดของบ้าน ทำหน้าที่ซักรีดเสื้อผ้า ทำกับข้าว และรอคอยลูกสาวกลับมาสู่อ้อมกอดในทุกๆ เย็น แม้กระทั่งวันแม่แห่งชาติ ฉันก็ทำได้เพียงนั่งมองรูปลูกสาวถือพวงมาลัยไหว้เก้าอี้เปล่าๆ ที่อรรถกรถ่ายส่งมาให้ดู

แต่พักหลังมานี้ น้องพริมเปลี่ยนไป จากเด็กร่าเริงช่างจ้อ ลูกเริ่มเก็บตัว มีอาการหวาดผวา และมักจะใส่เสื้อแขนยาวเสมอแม้ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เมื่อฉันถาม อรรถกรก็มักจะตวาดตัดบทว่าฉันคิดมากไปเองและห้ามฉันยุ่งก้าวก่ายเรื่องการเลี้ยงดูลูก

จนกระทั่งวันงานแสดงละครเวทีประจำปีของโรงเรียนมาถึง ความอึดอัดและสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ร้องเตือน ทำให้ฉันตัดสินใจทำเรื่องบ้าบิ่นที่สุด ฉันแอบติดต่อไปหา ‘ป้านวล’ หัวหน้าแม่บ้านทำความสะอาดของโรงเรียนที่ฉันเคยช่วยเหลือไว้ เธอใจอ่อนยอมให้ฉันยืมชุดยูนิฟอร์มพนักงานทำความสะอาดและบัตรห้อยคอชั่วคราว เพื่อให้ฉันได้แอบเข้าไปดูลูกสาวแสดงละครเวทีสักครั้งในชีวิต

ฉันสวมชุดสีฟ้าหม่น สวมหมวกและหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า แฝงตัวอยู่หลังม่านห้องประชุมใหญ่ หัวใจของฉันพองโตเมื่อเห็นน้องพริมในชุดนางฟ้าตัวน้อยกำลังเต้นรำอยู่บนเวที แต่แล้ว... รอยยิ้มของฉันก็ต้องแข็งค้าง เมื่อสายตาเลื่อนไปปะทะกับที่นั่งโซนวีไอพีแถวหน้าสุด

อรรถกรนั่งอยู่ตรงนั้น... เขาไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว แต่ข้างกายเขามี ‘รดามณี’ ไฮโซสาวทายาทห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่อรรถกรอ้างว่าเป็นเพียง ‘พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ’ นั่งเคียงคู่กัน

แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันแหลกสลายจนแทบหยุดเต้น คือตอนที่การแสดงจบลง พิธีกรประกาศให้ตัวแทนนักเรียนมอบดอกไม้ให้ผู้ปกครอง น้องพริมเดินอุ้มช่อดอกไม้ลงมาจากเวที แล้วตรงดิ่งไปคุกเข่ามอบมันให้กับรดามณี!

“ช่างเป็นภาพครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่นจริงๆ เลยครับ น้องพริมกับคุณแม่รดามณีและคุณพ่ออรรถกร” เสียงพิธีกรประกาศก้องไปทั่วหอประชุม เสียงปรบมือดังเกรียวกราว

น้ำตาของฉันไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ เจ็ดปีที่ผ่านมา... อรรถกรไม่ได้ซ่อนฉันเพื่อปกป้องลูก แต่เขาซ่อนฉันเพื่อสร้างครอบครัวจอมปลอมที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้ตัวเองได้เชิดหน้าชูตาในสังคมชั้นสูง โดยเอาผู้หญิงคนอื่นมาสวมรอยเป็นแม่ของลูกฉัน!

ฉันพาร่างที่ไร้เรี่ยวแรงเดินหนีออกมาทางหลังเวที ตั้งใจจะกลับบ้านไปเก็บข้าวของและพาลูกหนีไปให้ไกลที่สุด แต่ในขณะที่ฉันเดินผ่านห้องน้ำหญิงที่เงียบสงัด เสียงสะอื้นไห้ของเด็กที่แสนคุ้นเคยก็ดังก้องลอดออกมา มันเป็นเสียงร้องที่พยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

“ฮึก... หนูเจ็บค่ะ คุณน้าลิตา หนูเจ็บ...”

อย่าพลาดตอนสำคัญ อ่านต่อที่ลิงก์ด้านล่าง 👇

บททดสอบสีดำกับหัวใจสีขาว: เมื่อมหาเศรษฐีแกล้งหลับเพื่อจับผิดสาวใช้คนใหม่... แต่สิ่งที่เธอทำกลับกระชากน้ำตาลูกผู้ชายให้ไห...
08/07/2026

บททดสอบสีดำกับหัวใจสีขาว: เมื่อมหาเศรษฐีแกล้งหลับเพื่อจับผิดสาวใช้คนใหม่... แต่สิ่งที่เธอทำกลับกระชากน้ำตาลูกผู้ชายให้ไหลรินโดยไม่รู้ตัว!

I. กำแพงน้ำแข็งแห่งความโดดเดี่ยว
คฤหาสน์หรูหราสไตล์ยุโรปที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวง มีมูลค่ากว่าพันล้านบาท แต่สำหรับ "ภาคภูมิ" มหาเศรษฐีหนุ่มวัย 35 ปี เจ้าของอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ สถานที่แห่งนี้กลับไม่ต่างอะไรจาก 'คุกน้ำแข็ง' ที่เหน็บหนาวและโดดเดี่ยว
ภาคภูมิเติบโตมาท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดี ทุกคนที่เข้าหาเขามักจะสวมหน้ากากแห่งความผลประโยชน์เสมอ ไม่เว้นแม้แต่คนรับใช้ในบ้าน ที่ผ่านมาเขาจับได้หลายครั้งว่าสาวใช้แอบขโมยของมีค่า หรือแม้แต่นำข้อมูลส่วนตัวของเขาไปขายให้ปาปารัสซี่ สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมให้ภาคภูมิกลายเป็นคนเย็นชา หวาดระแวง และไม่เคยเชื่อใจใครอีกเลย
จนกระทั่งวันหนึ่ง หัวหน้าแม่บ้านได้พา "น้ำค้าง" หญิงสาววัย 22 ปีจากต่างจังหวัด เข้ามาทำงานเป็นสาวใช้คนใหม่ ใบหน้าของเธอจิ้มลิ้ม แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ แต่สำหรับภาคภูมิ... เขามองว่ามันก็แค่หน้ากากบทใหม่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อหวังปอกลอกเขาเท่านั้น
"หน้าตาซื่อๆ แบบนี้แหละ ตัวดีนัก... คืนนี้ฉันจะทดสอบดูสิว่า เธอจะซ่อนหางของตัวเองไว้ได้นานแค่ไหน" ภาคภูมิกระซิบกับตัวเองด้วยแววตาที่เยียบเย็น

II. กับดักของคนระแวง
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืน คฤหาสน์ทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบสงัด ภาคภูมิจงใจจัดฉากทดสอบสาวใช้คน

คลิกด้านล่างเพื่อดูเรื่องราวทั้งหมด 👇

พินัยกรรมเงา: กรงดักกิเลสแห่งคฤหาสน์ศิริพัฒน์เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ประจำคฤหาสน์ศิริพัฒน์ดังก้องเป็นจังหว...
08/07/2026

พินัยกรรมเงา: กรงดักกิเลสแห่งคฤหาสน์ศิริพัฒน์

เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ประจำคฤหาสน์ศิริพัฒน์ดังก้องเป็นจังหวะ ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่จุดจบของหน้ากากจอมปลอม บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ที่บุด้วยไม้สักทองและแชนเดอเลียร์ระยิบระยับนั้น อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความโศกเศร้า... ที่เสแสร้ง

วันนี้คือวันเปิดพินัยกรรมของ ‘คุณหญิงดาริกา’ ย่าของฉัน หญิงแกร่งผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และส่งออกอัญมณีมูลค่ามหาศาล ญาติพี่น้องร่วมสายเลือดทั้ง 14 ชีวิตนั่งล้อมวงกันอยู่บนโซฟาหลุยส์ ทุกคนสวมชุดสีดำสนิทที่ตัดเย็บจากผ้าเนื้อดีที่สุด บางคนแกล้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง บางคนนั่งกระสับกระส่าย แววตาเต็มไปด้วยความละโมบที่ปิดไม่มิด

ฉัน ‘ณิชา’ นั่งเงียบๆ อยู่ที่มุมมุมหนึ่งของห้อง สายตาของฉันจับจ้องไปที่แก้วชาที่เย็นชืดในมือ ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา

ฝั่งตรงข้ามของฉันคือ ‘คุณวิภา’ แม่แท้ๆ ของฉันเอง เธอนั่งเชิดหน้า กรีดยิ้มหยันที่มุมปากขณะปรายตามองมาที่ฉัน แม่รักและโอ๋ ‘นพวิทย์’ พี่ชายของฉันที่เป็นดั่งลูกรักประดุจทองคำ ในขณะที่ฉัน... เป็นเพียงลูกสาวหัวรั้นที่มักจะขัดใจและถูกตราหน้าว่าเป็นแกะดำของตระกูลเสมอ เพราะฉันเลือกที่จะไปเรียนต่อด้านกฎหมายและแยกตัวออกไปใช้ชีวิตเงียบๆ แทนที่จะเข้ามาประจบประแจงแย่งชิงสมบัติเหมือนคนอื่นๆ

เมื่อ ‘ทนายสมภพ’ ชายชราผมสีดอกเลาผู้เป็นทั้งที่ปรึกษาและเพื่อนสนิทของคุณย่า อ่านพินัยกรรมฉบับแรกจบลง รอยยิ้มของญาติทั้ง 14 คนก็กว้างขึ้นจนแทบจะฉีกถึงใบหู

พินัยกรรมระบุว่า หุ้นในบริษัทส่งออกอัญมณีถูกแบ่งให้ลุงกับป้า ที่ดินทำเลทองสิบแปลงตกเป็นของอาทั้งสามคน ส่วนคฤหาสน์หลังนี้พร้อมด้วยเงินสดและเครื่องเพชรทั้งหมด... ตกเป็นของวิภาและนพวิทย์

ส่วนชื่อของฉัน... ไม่มีปรากฏอยู่ในพินัยกรรมเลยแม้แต่บรรทัดเดียว มูลค่าทรัพย์สินกว่าร้อยล้านบาท (ราวๆ 2.3 ล้านดอลลาร์) ถูกแบ่งสรรปันส่วนให้ฝูงแร้งจนหมดเกลี้ยง

แม่หันมาสบตาฉัน รอยยิ้มแห่งความเย่อหยิ่งและสะใจปรากฏชัดเจนบนใบหน้า เธอขยับริมฝีปากกระซิบด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ได้ยินกันแค่เราสองคน แต่บาดลึกไปถึงกระดูก

"แกไม่เคยเป็นคนที่ย่ารักที่สุดหรอกนะ ณิชา... เลิกทำตัวหยิ่งยโสแล้วยอมรับสภาพซะเถอะ ว่าแกมันไม่มีค่าอะไรเลยในตระกูลนี้"

คำตอบทั้งหมดอยู่ในลิงก์คอมเมนต์ด้านล่าง 👇

เงามรณะใต้ชายคา: คำถามจากคนตาย ที่กระชากหน้ากากฆาตกรเลือดเย็นของคนเป็นแม่ปฐมบท: คฤหาสน์ที่แสนเหน็บหนาวสายฝนโปรยปรายลงมาอ...
08/07/2026

เงามรณะใต้ชายคา: คำถามจากคนตาย ที่กระชากหน้ากากฆาตกรเลือดเย็นของคนเป็นแม่

ปฐมบท: คฤหาสน์ที่แสนเหน็บหนาว
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักในยามพลบค่ำ บรรยากาศรอบคฤหาสน์ตระกูล ‘อัคราบริรักษ์’ ดูมืดมนและเยียบเย็นไม่ต่างจากจิตใจของ ‘ชานนท์’ ชายหนุ่มวัยสามสิบปี ทายาทเพียงคนเดียวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน เขายืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ดวงตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า

สามปีแล้ว... สามปีเต็มที่ ‘นลิน’ ภรรยาสาวที่เขารักสุดหัวใจ ได้จากไปในอุบัติเหตุรถยนต์ระเบิดไฟลุกท่วม สภาพศพที่พบมีเพียงเถ้ากระดูกและแหวนแต่งงานที่หลอมละลายติดกัน ชานนท์แทบขาดใจตายตามเธอไป หากไม่ได้ ‘คุณหญิงแขไข’ ผู้เป็นมารดา คอยปลอบประโลมและดึงเขากลับมาจากขุมนรกแห่งความเศร้า

“ลืมผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้านั่นซะเถอะตาชาน แม่หาผู้หญิงที่คู่ควรเตรียมไว้ให้ลูกแล้ว” นั่นคือสิ่งที่แม่มักจะกรอกหูเขาเสมอมา

วันนี้ก็เช่นกัน คุณหญิงแขไขเพิ่งไล่แม่บ้านคนเก่าออกเพราะทำความสะอาดไม่ถูกใจ และสั่งให้หัวหน้าคนรับใช้ไปติดประกาศรับสมัครคนงานใหม่หน้าประตูรั้ว

การพบกันของคนเป็นและคนตาย
ชานนท์ตัดสินใจเดินกางร่มออกไปที่หน้าคฤหาสน์เพื่อสูดอากาศ เขาเกลียดความอึดอัดภายในบ้านที่เต็มไปด้วยการบงการ ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างบอบบางของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนเปียกปอนอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กดัด เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตเก่าซอมซ่อ ก้มหน้าหลบสายฝน มือเล็กๆ ที่สั่นเทากำใบประกาศรับสมัครงานไว้แน่น

เมื่อเห็นว่ามีคนเดินมา ผู้หญิงคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นอย่างประหม่า ริมฝีปากซีดเซียวของเธอขยับเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของชานนท์หยุดหมุน

“คุณผู้ชายคะ... ที่นี่ต้องการคนรับใช้ไหมคะ?”

ร่มในมือของชานนท์ร่วงหล่นลงพื้นกระแทกแอ่งน้ำ เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง แต่กลับไม่ดังเท่าเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรัวจนแทบระเบิด

แม้ใบหน้าซีกซีกซ้ายของเธอจะมีรอยแผลเป็นจางๆ จากไฟลวก แม้ดวงตาคู่สวยจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและซูบผอมลงไปมาก แต่ผู้ชายที่รักเธอหมดหัวใจย่อมไม่มีวันลืม...

“น... นลิน!” ชานนท์พุ่งตัวเข้าไปกระชากประตูรั้วเปิดออก แล้วดึงร่างที่เปียกปอนนั้นเข้ามากอดไว้แน่น “นลิน! คุณจริงๆ ด้วย คุณยังไม่ตาย! พระเจ้า... คุณหายไปไหนมา!”

อ่านตอนต่อไปได้ที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇

รอยร้าวใต้ชายคาและคำไล่ส่งของคนพาล: เมื่อฉันหันหลังให้ 'บ้านของพี่ชาย' เพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่ในต่างแดน และปล่อยให้โลกของพ...
08/06/2026

รอยร้าวใต้ชายคาและคำไล่ส่งของคนพาล: เมื่อฉันหันหลังให้ 'บ้านของพี่ชาย' เพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่ในต่างแดน และปล่อยให้โลกของพวกเขาสลายไปเอง

บทที่ 1: ความเหนื่อยล้าที่ไร้ค่า
พายุฝนล้างรอยน้ำตา: อุ้มสายเลือดทายาทหมื่นล้าน ทวงคืนชะตาชีวิตที่ถูกพราก

สายฝนในคืนเดือนมืดกระหน่ำตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับฟ้าร้องกำลังเยาะเย้ยชะตากรรมที่แสนบัดซบของ "ณิชา" หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีที่กำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์บานใหญ่ของคฤหาสน์ที่เธอเคยเรียกว่า ‘บ้าน’ สองแขนของเธอโอบกอดห่อผ้าอ้อมที่ซุกซ่อน "น้องคิณ" ทารกน้อยวัยเพียงหนึ่งเดือนเศษไว้แนบอก เพื่อปกป้องสายเลือดเพียงคนเดียวจากความหนาวเหน็บ

ตรงหน้าระเบียงบ้านคือ "คุณหญิงดาริกา" ผู้เป็นแม่แท้ๆ และ "พราวฟ้า" พี่สาวที่แสนจะเพียบพร้อม ทั้งสองยืนกางร่มมองลงมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและเย็นชา

"ออกไปซะ ณิชา! แกกับไอ้เด็กไม่มีพ่อคนนี้ กำลังจะทำให้อนาคตของพราวต้องพังพินาศ!" เสียงตวาดของคุณหญิงดาริกาดังก้องแข่งกับเสียงฟ้าร้อง

"แม่คะ... ณิชาเพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน ให้ณิชากับลูกอยู่ที่นี่เถอะนะคะ ณิชาสัญญาว่าจะอยู่แต่ในห้องเรือนคนใช้ จะไม่เสนอหน้าไปให้ครอบครัวของคุณภพเห็นเด็ดขาด" ณิชาร้องไห้อ้อนวอน น้ำตาผสมกับน้ำฝนจนแยกไม่ออก

"ไม่ได้!" พราวฟ้าตวาดแหว "พรุ่งนี้ครอบครัวของคุณภพจะมาสู่ขอฉัน ถ้าพวกเขารู้ว่าฉันมีน้องสาวใจแตก ท้องไม่มีพ่อจนคลอดลูกออกมาประจานวงศ์ตระกูล งานแต่งงานของฉันกับทายาทรัฐมนตรีต้องถูกยกเลิกแน่ๆ! แกต้องไปให้พ้นจากชีวิตฉัน!"

"แต่เด็กคนนี้หลานแม่นะ หลานแท้ๆ..." ณิชาสะอื้น

"ฉันไม่มีหลานที่เกิดจากความมักง่าย! ไปซะ ก่อนที่ฉันจะให้ยามมาลากตัวแกออกไป!"

ประตูรั้วอัลลอยด์ปิดดังปัง! ตัดขาดความสัมพันธ์ทางสายเลือดลงอย่างสมบูรณ์ ณิชามองผ่านซี่กรงเหล็กด้วยหัวใจที่แตกสลาย ครอบครัวที่เธอรักและยอมเสียสละทุกอย่างให้ กลับโยนเธอทิ้งอย่างหน้าไม่อาย เพียงเพื่อปูทางให้พี่สาวเดินบนกลีบกุหลาบ

หญิงสาวก้มลงมองลูกน้อยที่กำลังหลับตาพริ้มในอ้อมกอด เด็กคนนี้ไม่ได้เกิดจากความมักง่าย... แต่เกิดจาก ‘ความจงใจ’ ของพราวฟ้าต่างหาก!

เมื่อสิบเดือนก่อน พราวฟ้าหลอกให้ณิชาเดินทางไปเป็นผู้ช่วยที่ประเทศฟิลิปปินส์ และแอบใส่ยานอนหลับในเครื่องดื่มของเธอ เพื่อหวังจะส่งเธอไปสังเวยให้กับนักลงทุนเฒ่าตัณหากลับ แลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ณิชาหนีรอดออกมาได้ในสภาพสะลึมสะลือ และพลัดหลงเข้าไปในเพนต์เฮาส์หรูของใครบางคน... ค่ำคืนที่เร่าร้อนและไร้สติจบลงพร้อมกับรอยประทับที่ฝังรากลึกในครรภ์ของเธอ

คำตอบทั้งหมดอยู่ในลิงก์คอมเมนต์ด้านล่าง 👇

รอยแค้นใต้เงาเพชร: วิวาห์ลวงและการทวงคืนของนางพญาในวัยหกสิบแปดปี ฉันผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอที่จะแยกแยะออกระหว่าง ‘ลางสัง...
08/06/2026

รอยแค้นใต้เงาเพชร: วิวาห์ลวงและการทวงคืนของนางพญา

ในวัยหกสิบแปดปี ฉันผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอที่จะแยกแยะออกระหว่าง ‘ลางสังหรณ์ใจคอไม่ดี’ กับ ‘หายนะที่กำลังจะมาเยือน’

แต่เช้าวันนี้... วันที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุขที่สุดในฐานะแม่ของเจ้าบ่าว ฉันกลับตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดในชีวิต

ฉัน ‘คุณหญิงประภา’ ผู้กุมบังเหียนเครือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนในคฤหาสน์ของตัวเอง ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความเย็นเฉียบที่หนังศีรษะ เมื่อฉันยกมือขึ้นหมายจะสางผมสีเงินยวงที่ฉันเฝ้าดูแลรักษาอย่างดีมาตลอดหลายปี สิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสกลับมีเพียงความว่างเปล่าและผิวหนังที่เรียบลื่น

บนหมอนใบหรูของฉันเต็มไปด้วยกระจุกผมสีเงินที่หลุดร่วงออกมาทั้งราก กลิ่นสารเคมีรุนแรงบางอย่างยังคงลอยจางๆ อยู่ในอากาศ

ฉันผุดลุกขึ้นนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หัวใจเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ภาพสะท้อนในกระจกคือหญิงชราที่ไร้เส้นผมแม้แต่เส้นเดียว ศีรษะของฉันโล้นเลี่ยน แดงเถือกจากการถูกสารเคมีกัดกร่อน และตรงหน้ากระจกบานนั้นเอง มีซองจดหมายสีชมพูอ่อนพิมพ์ลายกุหลาบ—ดอกไม้โปรดของ ‘วริศรา’ ว่าที่ลูกสะใภ้ของฉัน วางทิ้งไว้พร้อมกับข้อความที่เขียนด้วยลายมือบรรจงว่า...

"ในที่สุด คุณหญิงแม่ก็มีสภาพเหมือน ‘อีแก่’ ใกล้ลงโลงอย่างที่ควรจะเป็นเสียทีนะคะ หวังว่าความอับอายนี้จะทำให้คุณหญิงแม่รีบเซ็นโอนมรดกสี่พันล้านบาท (ราวๆ 120 ล้านดอลลาร์) ให้เราสองคนให้จบๆ ไปก่อนงานเลี้ยงคืนนี้นะคะ... อ้อ ไม่ต้องห่วงค่ะ วิกผมราคาถูกๆ วางอยู่ในตู้เสื้อผ้า เผื่อคุณหญิงแม่ไม่อยากเอาหัวโล้นๆ ไปประจานตัวเองในงานแต่งของลูกชาย"

มือของฉันสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความเศร้าเสียใจ แต่เป็นเพราะความโกรธแค้นที่ลุกโชนขึ้นมาในอกทะลุจุดเดือด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันพยายามมองข้ามสายตาแข็งกร้าวและรอยยิ้มจอมปลอมของวริศรา เพียงเพราะ ‘จอมทัพ’ ลูกชายคนเดียวของฉันรักและหลงผู้หญิงคนนี้จนหน้ามืดตามัว ฉันยอมตกลงที่จะโอนหุ้นและเงินสดมูลค่ากว่าสี่พันล้านบาทให้เป็นของขวัญแต่งงานตามที่เธอร้องขอ เพื่อซื้อความสุขให้ลูกชาย... แต่ผู้หญิงนังหิวเงินคนนี้กลับล้ำเส้นจนถึงขีดสุด เธอลักลอบเข้ามาในห้องนอนของฉันตอนกลางดึก ผสมครีมกำจัดขนแบบเข้มข้นลงในแชมพูและครีมนวดผมที่ฉันใช้อาบน้ำเมื่อคืน เพื่อหวังจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันให้จมดิน

เธอคิดว่าผู้หญิงที่รักสวยรักงามและหยิ่งยโสในศักดิ์ศรีอย่างฉัน จะต้องหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในห้อง ร้องไห้ฟูมฟาย และรีบโอนเงินให้พวกเธอเพื่อตัดรำคาญ หรือไม่ก็ต้องสวมวิกผมราคาถูกเดินก้มหน้าเข้างานไปให้เธอหัวเราะเยาะ

อ่านตอนต่อไปได้ที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇

รอยร้าวใต้ชายคาและคำไล่ส่งของคนพาล: เมื่อฉันหันหลังให้ 'บ้านของพี่ชาย' เพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่ในต่างแดน และปล่อยให้โลกของพ...
08/06/2026

รอยร้าวใต้ชายคาและคำไล่ส่งของคนพาล: เมื่อฉันหันหลังให้ 'บ้านของพี่ชาย' เพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่ในต่างแดน และปล่อยให้โลกของพวกเขาสลายไปเอง

บทที่ 1: ความเหนื่อยล้าที่ไร้ค่า
เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดและเสียงสบถอย่างหัวเสียดังลอดออกมาจากห้องนอนชั้นสองของบ้าน มันเป็นเสียงที่ "ณิดา" คุ้นเคยจนกลายเป็นความน่ารำคาญที่ฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน

ณิดาในวัย 28 ปี ลากร่างที่เหนื่อยล้าจากการทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหลายสัปดาห์เข้ามาในบ้าน เธอเป็นหัวหน้าทีมมาร์เก็ตติ้งของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งที่ต้องแบกรับความเครียดมหาศาล แต่นั่นยังไม่เหนื่อยเท่ากับการต้องกลับมาเจอสภาพบ้านที่รกเละเทะ จานชามกองพะเนินในซิงก์ และขยะที่ไม่มีใครคิดจะเอาไปทิ้ง

"นพ" พี่ชายวัย 32 ปีของเธอ เป็นคนตกงานที่ใช้ข้ออ้างว่า "กำลังค้นหาตัวเอง" มาตลอดห้าปี วันๆ เขาเอาแต่ขลุกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมและสตรีมมิ่งที่แทบจะไม่มีคนดู แต่ถึงกระนั้น "แม่พร" แม่ผู้มีค่านิยมรักลูกชายคนโตมากกว่าสิ่งใด ก็ยังคงปรนนิบัติพัดวีและปกป้องเขาเสมอ

"กลับมาแล้วเหรอ? ทำไมวันนี้กลับดึกนัก หิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย!"

เสียงของนพดังตะคอกลงมาจากบันได เขายืนกอดอกมองน้องสาวด้วยสายตาหงุดหงิด

"ณิดาเหนื่อยมากเลยพี่นพ วันนี้ที่บริษัทมีปัญหาใหญ่ ณิดาไม่มีแรงทำกับข้าวให้หรอกนะ พี่นพสั่งเดลิเวอรี่มากินเองก่อนเถอะ" ณิดาตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ พลางวางกระเป๋าเอกสารลงบนโซฟา

"อะไรวะ! แค่ทำกับข้าวแค่นี้มันจะตายหรือไง! ฉันเป็นพี่แกนะ แกมีหน้าที่ต้องดูแลคนในบ้านไม่ใช่เหรอ หรือคิดว่าหาเงินได้เยอะกว่าแล้วจะข่มใครก็ได้!" นพเริ่มขึ้นเสียง โวยวายราวกับเด็กถูกขัดใจ

เสียงเอะอะโวยวายทำให้แม่พรที่เพิ่งตื่นจากการงีบหลับเดินออกมาจากห้องนอน แม่มองณิดาด้วยสายตาตำหนิอย่างไม่ปิดบัง

"ณิดา... ทำไมทำนิสัยแบบนี้ พี่เขารอแกทำกับข้าวมาตั้งหลายชั่วโมง แกจะให้พี่เขากินข้าวกล่องโง่ๆ ได้ยังไง ไป... รีบเข้าครัวไปทำให้พี่เขาเดี๋ยวนี้" แม่พรออกคำสั่ง

"แม่คะ! ณิดาทำงานหาเงินงกๆ นอกบ้านวันละสิบกว่าชั่วโมงนะ พี่นพอยู่บ้านเฉยๆ ทั้งวัน ทำไมแค่ทอดไข่หรือหุงข้าวถึงทำเองไม่ได้!" ความอดทนของณิดาขาดผึง เธอเถียงกลับด้วยความอัดอั้น

"ก็มันเป็นหน้าที่ของแก!" แม่พรตวาดลั่น "แกเป็นผู้หญิง เป็นน้อง ก็ต้องดูแลพี่ชาย! แล้วจำเอาไว้นะ... ที่นี่มัน 'บ้านของนพ' ถ้าแกอยู่แล้วเอาแต่สร้างปัญหา ไม่รู้จักทำหน้าที่ของตัวเอง... แกก็ไสหัวออกไปซะ!"

อ่านฉบับเต็มได้จากลิงก์ด้านล่าง 👇

Address

New York, NY

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Zero Member posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share